เรื่องของสิว…ที่คุณอาจไม่รู้ 

รอบรู้เรื่องผิวกับ iweddingskincare กันน๊ะคะ 

สิว (Acne) เป็นปัญหาที่พบบ่อยมากในวัยหนุ่มสาว ซึ่งวัยรุ่นบางคนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใส่ใจที่จะ
รักษาถ้าเป็นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากทราบว่าหายได้เอง แต่คนส่วนใหญ่ที่รักสวยรักงามมักจะพยายามหาวิธีรักษา เพราะสิวมักพบที่ใบหน้าและส่วนบนของลำตัว เมื่อหายแล้วก็มักจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ ทั้งนี้เนื่องจากการผลิต sebum จะแตกต่างกันตามอายุและเพศ จะอยูในระดับสูงในวัยหนุ่มสาวและมักเกิดสิวที่ที่มีต่อมไขมันมาก 

.

 

จำนวนต่อมไขมันที่บริเวณต่างๆ

  • หนังศีรษะ หน้าผาก จมูก แก้ม และคาง   400-900 ต่อม /ตารางเซ็นติเมตร
  • แผ่นหลัง                                         400 ต่อม /ตารางเซ็นติเมตร
  • แขน ขา                                            50 ต่อม /ตารางเซ็นติเมตร
  • ฝ่าเท้า , ริมฝีปาก                                  0 ต่อม /ตารางเซ็นติเมตร

ตำแหน่งของสิว

 

 ตำแหน่งที่เกิดสิวได้แก่บริเวณที่ไขมันมากได้แก่ หน้า ไหล่ หลัง อก

 

 

การผลิตน้ำมันจากต่อมไขมันที่ผิวในช่วงอายุต่างๆ

 

 

เมื่ออายุพ้นวัยรุ่นไปแล้ว สิวจะค่อยๆ ทุเลา ยกเว้นผู้ป่วยบางรายยังคงเป็นสิวมากจนสมควรจะต้องรักษาเมื่ออายุถึง 35 ปี หรือมากกว่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่าในวัย 40 ปี ร้อยละ 1 ของผู้ชาย และร้อยละ 5 ของผู้หญิงยังคงเป็นสิว การที่พบผู้หญิงเป็นสิวเมื่อเลยวัย 25 ปีไปแล้วมากกว่าผู้ชายอาจจะเป็นเพราะผู้หญิงมีการใช้เครื่องสำอางเพื่อเสริมสร้างความงาม ซึ่งเครื่องสำอางค์ที่ใช้อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิว (cosmetic acne) นั่นเอง

 

สิวคือ

          สิว (Acne / Pimple / Zits) คือ ตุ่มเม็ดเล็กๆ ที่มีหนองเป็นไตสีขาวๆ อยู่ข้างใน ซึ่งเกิดจากการอักเสบของระบบต่อมไขมัน (sebaceous) ในรูขุมขนที่ผิวหนัง ปกติไขมันที่สร้างจากต่อมจะออกมาตามเส้นขน  เมื่อไขมันไม่สามารถออกจากเส้นขนได้จึงเกิดสิว

 

ประเภทของสิว

 

1. สิวที่ไม่มีการอักเสบหรือสิวธรรมดา (acne vulgaris)  คือ สิวที่เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน  ได้แก่

    -  สิวหัวปิด เห็นเป็นตุ่มเล็กๆ หัวขาวๆ

    -  สิวหัวเปิด หรือ สิวหัวดำ

2.  สิวที่มีการอักเสบ (papulonodular) คือ สิวที่หัวแดงๆ หรือเป็นหนอง (papulopustular) ที่เกิดจากการติดเชื้อแทรกซ้อนของต่อมไขมัน เช่น เชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น

 

โดยทั่วไป มักพบสิวหลายๆ ลักษณะ ปะปนกัน ทั้ง สิวอุดตัน สิวอักเสบ ซึ่งแล้วแต่ความรุนแรงในแต่ละคน ในช่วงก่อนเข้าวัยรุ่น มักพบเป็นสิวอุดตัน บริเวณหน้าผาก ในวัยรุ่นผู้ชาย จะพบสิวที่อักเสบรุนแรงได้บ่อยกว่าในผู้หญิง เป็นต้น การแบ่งชนิดและความรุนแรงของสิว ก็เพื่อประโยชน์ ในการเลือกใช้วิธีการรักษาต่อไป

 

สาเหตุและองค์ประกอบของการเกิดสิว

 

 1. เกิดจากการหนาตัวของ keratin ชั้น corneum 

ภายในท่อขุมขน-ต่อมไขมันของผู้ป่วยมีการสร้าง keratin เพิ่มขึ้น มีการหนาตัวของชั้น corneum (hyper-cornification) ที่ท่อของรูขุมขนซึ่งต่อมไขมันมาเปิดเชื่อมต่อ การหนาตัวเกิดจากการระคายเคืองจากไขมัน (sebum) จากต่อมไขมัน และการที่กรด linoleic ในไขมันมีปริมาณลดลง อัดกันแน่นเป็นสิวหัวขาว (ชนิดปิด) และสิวหัวดำ (ชนิดเปิด)

2. ต่อมไขมันสร้าง sebum มากขึ้น (ฮอร์โมน Testosterone)

Testosterone ในกระแสเลือดเปลี่ยนไปเป็น dihydrotestosterone ในเนื้อเยื่อโดยอาศัยเอนไซม์ 5-a reductase dihydrotestosterone ในเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ขึ้น และหลั่งไขมันออกมามากขึ้น เนื่องจากในไขมันมีส่วนประกอบของสาร free fatty acid, squalene และ squalene oxide ซึ่งเชื่อกันว่าสารเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสิวและการอักเสบที่ผิวหนัง มีรายงานว่าส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นสิวมีระดับ testosterone ในกระแสเลือดปกติแต่ dihydrotestosterone ในเนื้อเยื่อสูงกว่าปกติ

3. จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่บริเวณผิวหนังและภายในท่อขุมขน

1)    Propionibacterium acnes (P. acnes) เชื้อตัวนี้ย่อยไขมันจากต่อมไขมันให้เป็น free fatty acid โดยอาศัยเอนไซม์ lipase นอกจากนั้น P. acnes ยังหลั่งเอนไซม์ protease, hyaluronidase และ low molecular weight chemotactic factor ซึ่งสารเหล่านี้จะทำให้เกิดกระบวนการอักเสบขึ้น อย่างไรก็ตาม ปริมาณของ P. acnes ไม่ได้แปรตามความรุนแรงของการเกิดสิว

2)    Staphylococcus epidermidisเป็นพวกไม่สร้าง enzyme coagulase ปกติพบทั่วไปในอากาศและสิ่งแวดล้อม พบอยู่ตามผิวหนังบน muscous membrane ของทางเดินหายใจส่วนบน และทางเดินอาหารของคนและสัตว์ แม้ว่าโดยปกติเชื้อนี้ไม่เป็นอันตราย แต่ก็อาจทำ ให้เกิดโรคได้ หากเข้าไปอยู่ในผิวหนังลึก

3)    Malassezia furfur (Pityrosporum) พบมากที่บริเวณหน้าอก หลังช่วงบน ต้นแขน หนังศีรษะ และไม่ค่อยพบที่ใบหน้า อาการจะเป็นลักษณะตุ่มแดง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 มม.รอยโรคพบตามตำแหน่งรูขุมขน อาจพบตุ่มหนองขนาดเล็กบนตุ่มแดง มักมีอาการคันร่วมด้วย(สิวทั่วไปมักไม่ค่อยคัน) พบในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นจนถึงกลางคน สิวชนิดนี้เกิดจากเชื้อยีสต์ Malassezia furfur ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ก่อให้เกิดเกลื้อน โดยตรวจพบเชื้อยีสต์ในรูขุมขน

 

4. การตอบสนองของร่างกาย
การตอบสนองของร่างกายเป็นสาเหตุข้อหนึ่งในการเกิดสิว โดยพบว่าผู้ที่เป็นสิวอย่างรุนแรงจะมีปริมาณของแอนติบอดีต่อ P. acnes มากขึ้น

 

 

5. สิวที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ

สิวที่เกิดจากการรักษาด้วยรังสี การเกิดสิวภายหลังได้รับการรักษาด้วยรังสี อาจเป็นผลเนื่องจากมี hypercornification ภายในขุมขน นอกจากนี้การเสื่อมสลายของเนื้อเยื่อภายในชั้นหนังแท้ก็มีบทบาทเกี่ยวข้อง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมักพบได้เสมอในผู้ป่วยที่เป็นสิวภายหลังการรักษาด้วยรังสี

 

Acne excoriée สิวชนิดนี้มักเกิดในผู้หญิง และเกิดบริเวณใบหน้า บางรายมีสิวเล็กๆน้อยๆ อยู่ก่อน บางรายไม่มีสิวอยู่ก่อน แต่เมื่อผู้ป่วยพบจุดเล็กจุดน้อยบนใบหน้าก็จะแกะจนเกิดอักเสบเป็นบริเวณกว้างขึ้นและมีสะเก็ด ผู้ป่วยที่เป็น acne excoriée เกือบทุกคนมีปัญหาด้านจิตใจ

 

Endocrine acne ใช้เรียกเฉพาะในกรณีที่เป็นสิวร่วมกับอาการแสดงออกทางคลินิกว่า มีความผิดปกติของระบบ endocrine เท่านั้น เช่น รายที่เป็น Cushing’s disease, adrenogenital syndrome และ polycystic ovarian syndrome

 

 

6. สิวที่เกิดจากสาเหตุภายนอก 

Cosmetic acne (acne cosmetica) สารเคมีในเครื่องสำอางซึ่งมีฤทธิ์ก่อให้เกิด comedo (โดยการทดสอบในรูหูชั้นนอกของกระต่าย) ได้แก่ lanolin, petrolatum, น้ำมันพืชบางชนิด,butylstearate, lauryl alcohol และ oleic acid

 

Pomade acne ลักษณะคล้าย cosmetic acne แต่มีรอยโรคในบริเวณหน้าผาก หรือบริเวณอื่นที่ขี้ผึ้งซึ่งมีลักษณะเป็นมันเยิ้มไหลจากเส้นผมบนศีรษะลงมาสัมผัสได้ เป็นภาวะที่เกิดในกลุ่มคนอาฟริกาผิวดำที่ใช้ขี้ผึ้งเพื่อเหยียดผม

 

Occupational acne due to oils and tars สิวที่เกิดจากการประกอบอาชีพ มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ตุ่มสิวจะปรากฏในบริเวณผิวหนังส่วนที่สัมผัสกับน้ำมันหรือ crude tars น้ำมันซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ paraffin mixtures ที่ไม่บริสุทธิ์ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล,crude petroleum ในโรงกลั่นน้ำมัน สารอื่นๆ ที่ก่อสิว ได้แก่ heavy coal tar distillates โดยเฉพาะpitch และ creosote นอกจากนี้ยังมี DDT, asbestos และ heavy-water distillate

 

Chloracne เป็นสิวที่เกิดเนื่องจากการสัมผัสกับสารพิษจำพวก chlorinated hydrocarbons ได้แก่ chlornaphthalenes, polychlorbiphenyls, polychlorinated dibenzofurans, chlorophenol contaminants, chlorobenzenes

 

Mechanical acne คือ สิวที่เกิดในบริเวณผิวหนังที่มี physical trauma เช่น นักสีไวโอลินจะเกิดสิวบริเวณมุมระหว่างคอและขากรรไกร, นักกีฬาอาจเกิดสิวในบริเวณหน้าผากที่คาดผ้าหรือเกิดบริเวณขอบเสื้อยกทรงที่ค่อนข้างคับของผู้หญิง ผู้ป่วยเหล่านี้มักจะมีความโน้มเอียงต่อการเกิดสิวอยู่ก่อนแล้ว, Immobility acne พบในผู้ป่วยวัยรุ่นที่ต้องนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงเป็นเวลานาน อาจพบการเห่อของสิว อาจเนื่องมาจากภาวะแวดล้อมของผิวหนังเปลี่ยนแปลงไป เชื้อแบคทีเรียในท่อขุมขนเพิ่มมากขึ้น

 

Detergent acne การล้างหน้าฟอกสบู่บ่อยๆ อาจเป็นเหตุให้เกิดสิวได้ โดยเฉพาะการใช้สบู่กำจัดเชื้อบางชนิดที่มีสาร hexachlorophene อาจมีฤทธิ์เป็น acnegenic อย่างอ่อน

 

Tropical acne (hydration acne) อาชีพบางอย่างอาจก่อให้เกิดการเห่อของโรคสิวโดยเฉพาะการทำงานในที่ที่มีอากาศร้อนและชื้น เช่น ทำงานในครัว และ ทหารที่ต้องออกสงครามในเขตร้อน สาเหตุของการเกิดสิวอาจเพราะความชื้นทำให้มี hydration บริเวณปากท่อขุมขน-ต่อมไขมัน เกิดการอุดตันและการอักเสบตามมา

 

ปัจจัยอื่นที่กระตุ้นให้เกิดสิว

1. พันธุกรรม  ได้มีการศึกษาถึงความสำคัญของพันธุกรรมในการทำให้เกิดสิวและมีเหตุผลสนับสนุนคือในเด็กที่เป็นสิวจะมีพ่อหรือแม่เป็นสิว 45% แต่ในเด็กที่ไม่เป็นสิวจะมีพ่อหรือแม่เป็นสิวเพียง 8% เท่านั้น อย่างไรก็ตามความรุนแรงของโรคที่เกิดในพ่อแม่ก็ไม่เหมือนกับที่เกิดในลูก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดว่าพันธุกรรมเกี่ยวข้องกับการเป็นสิว

2. ยา ทั้งยาทาและยารับประทานหลายชนิดอาจทำให้เกิดสิว หรือทำให้เกิดสิวเห่อมากขึ้น ยาบางอย่างทำให้เกิดสิวเฉพาะคนบางคน แต่คนเป็นจำนวนมากได้รับยาอย่างเดียวกันนั้นอาจไม่เกิดสิว ยาที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคสิวอย่างแน่นอนและก่อโรคในคนส่วนใหญ่ ได้แก่ corticosteroids ทั้งยารับประทานและยาทา, androgens รวมทั้ง anabolic steroids และ gonadotropins

3. เครื่องสำอาง สบู่ น้ำมันใส่ผม ก็ทำให้เกิดสิวได้ (cosmetic acne, acne detergicans, pomade acne)เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ olive oil, white petrolatum lanolin สบู่ที่มีส่วนผสมของ tar, sulfur หรือยาปฏิชีวนะ เช่น hexachlorophene ซึ่งสารเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้

4. Premenstrual acne มีรายงานว่าร้อยละ 60-70 ของผู้หญิงที่เป็นสิวจะมีสิวมากขึ้นใน 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่หลั่งออกมามากในช่วงนั้นทำให้มีการคั่งของน้ำในร่างกาย รูขุมขนจะบวมมากขึ้น การไหลผ่านของไขมันเป็นไปได้ไม่ดี สิวมักเห่อใน 2-3 วันต่อมา

5. ภาวะเครียด กระตุ้นให้เกิดสิวหรือไม่นั้นยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่มีบางรายงานที่กล่าวว่าสิวเห่อมากขึ้นในช่วงที่เครียดจากการสอบ อย่างไรก็ตาม สิวทำให้เกิดภาวะเครียดเนื่องจากทำให้ใบหน้าดูไม่ดี ทำให้ผู้ป่วยบีบหรือแกะสิว ซึ่งมีผลทำให้สิวอักเสบ รุนแรงมากขึ้น

6. อาชีพและสิ่งแวดล้อม การทำงานในที่ที่มีอากาศร้อนชื้น เหงื่อออกมาก ทำให้เกิดการบวมของท่อไขมันและเกิดสิวตามมาได้ การทำงานที่ต้องสัมผัสกับน้ำมันก็อาจทำให้เกิดสิวได้ เช่น น้ำมันเครื่องจักรกล, crude petroleum tar

7. อาหาร เดิมเชื่อว่าอาหารบางชนิด เช่น ช็อกโกแลต, อาหารที่มีไขมันมาก มีผลทำให้สิวเห่อ แต่จากการศึกษาไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับความรุนแรงของสิว

 

พยาธิกำเนิดของสิว

 


 

ต่อมไขมันมีอยู่ทั่วๆ ไปตามผิวหนัง แต่พบได้มากที่สุดบริเวณใบหน้า หนังศีรษะ หน้าอก และหลัง ท่อเปิดของต่อมไขมันแต่ละต่อมจะเปิดสู่ผิวหนังภายนอกร่วมกับท่อเปิดของรูขุมขนสิวเกิดขึ้นเมื่อมีความผิดปกติของท่อเปิดนี้ โดยเกิดมีการหนาตัวของชั้น corneum (hyper-cornification) ซึ่งทำให้ท่ออุดตัน ถ้าการอุดตันนั้นยังมีทางเปิดสู่ผิวหนังภายนอกได้ก็จะพบลักษณะของสิวหัวเปิด (open/black head comedones) แต่ถ้ารูเปิดของท่อไขมันเล็กมากจนมอง
ไม่เห็นเรียกว่า สิวหัวปิด (closed/white head comedones) เมื่อมีการอุดตันเพิ่มขึ้นไขมันจะสะสมอยู่ในท่อมากขึ้น เกิดอาการพองโตและแตก สารที่อยู่ภายในของต่อมไขมันกระจายไปสู่หนังกำพร้าและหนังแท้บริเวณใกล้เคียง ทำให้เกิดสิวอักเสบขึ้น บางครั้งสิวอักเสบก็เกิดขึ้นได้โดยไม่มีการแตกหรือทำลายของท่อไขมัน แต่เกิดจาก P. acnes ในต่อมไขมันหลั่งเอนไซม์ lipase เอนไซม์นี้ไปย่อยไขมันให้เกิดกรดไขมันอิสระซึมผ่านท่อต่อมไขมันไปสู่หนังแท้ใกล้เคียงทำให้เกิดการอักเสบขึ้น ถ้าการอักเสบอยู่ส่วนบนของผิวหนังจะเห็นเป็นตุ่มแดง (papule) และตุ่มหนอง (pustule) ถ้าการอักเสบอยู่ลึกลงไปจะเห็นเป็นก้อนบวม (nodule) หรือถุงสิว (cyst)

 

วิธีป้องกันและการรักษา

วิธีป้องกันง่ายๆ คือ การกำจัดปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวไม่ให้กำเริบ โดยมีข้อแนะนำต่างๆ ดังนี้

1.นอนหลับให้เพียงพอ  การนอนหลับไม่เพียงพอ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดสิวเช่นกัน เนื่องจากร่างกายเราอ่อนแอและเพลีย

2.อารมณ์ขัน  อารมณ์ขัน ทำให้เรามีความสุข ปราศจากความเครียด ซึ่งความเครียดเป็นสาเหตุของสิว

3.กินอาหารจำพวกผัก  การที่เรากินอาหารจำพวกผัก จะทำให้เราสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีวิตามินต่างๆ ซึ่งยังช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรงอีกด้วย

4.กินอาการที่มีไขมันสูงแต่พอดี   หากเราเกิดอาหารไขมันสูงมากๆ เข้า จะทำให้มีไขมันอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุอีกประการของการเกิดสิว

5.ล้างหน้าให้สะอาด  การล้างหน้าให้สะอาดทำให้ใบหน้าของเราไม่สกปรก เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน แต่ควรระวัง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย เพราะจะทำให้หน้าของเราเสียสมดุล การล้างหน้า ควรล้างเพียง 2 ครั้ง เช้าเย็น ยกเว้น ช่วงที่เสร็จจากกีฬา, ออกกำลังกาย หรือ ช่วงที่คิดว่าหน้าเราสกปรกมากจริง ๆ สามารถล้างหน้าได้ตามต้องการ

6.ใช้กระดาษซับหน้ามัน  หากหน้าเรามันมากๆ ลองเปลี่ยนมาใช้กระดาษซับหน้ามันแทน เป็นวิธีช่วยอีกทางหนึ่ง ควรซับแต่พอดี ไม่ควรซับทั้งวันจะดูไม่ดีและเสียนิสัย

7.หลีกเลี่ยงการจับหัวสิว ยุ่งกับผิวให้น้อยที่สุด - เพราะฝ่ามือของเรามีทั้งความสกปรก และ แบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิว

8.ใช้หลังฝ่ามือลูบแทน  หลังฝ่ามือเป็นบริเวณที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวมากที่สุด จึงเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นแล้วการใช้หลังฝ่ามือลูบคลำเล็ก ๆ น้อยๆ ถือว่าไม่ทำให้สกปรกมากนัก แต่เราควรล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ

9.ใช้ยากำจัดหัวสิว  ปัจจุบันมีอยู่ทั่วไปตามศูนย์การค้า

10.ใช้ยาที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ  วิตามินเอมีสรรพคุณรักษาสิวอยู่ด้วย ซึ่งมียาทาใบหน้าที่มีส่วนผสมของวิตามิน A สุดอยู่ สามารถสอบถามตามร้านขายยาทั่วไป

11.ใช้ยาอย่างจริงจัง  การใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงกว่าเดิม โดยเน้นไปที่ยาประเภท เบนซอย์เพอรอกไซด์ (Benzoyl Peroxide) หรือประเภทที่มีกรดซาลิซีลิก (Salicylic Acid) ที่มีเปอร์เซ็นต์ต่ำ ข้อควรระวัง ควรเริ่มใช้จากเปอร์เซ็นต์ต่ำๆ ไม่ควรใช้เปอร์เซ็นต์สูงๆ จะทำให้ผิวเราแพ้ และอาจเกิดอาการแพ้ยา

12.ปรึกษาแพทย์ หากใช้วิธีต่างๆ ไม่ได้ผล แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์เป็นการดีที่สุด เนื่องจากสิวอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือ ฮอร์โมน ซึ่งการปรึกษาแพทย์จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ควรทำ ซึ่งปัจจุบัน ยังมีคลินิกรักษาหน้าเปิดอยู่ทั่วไป

การรักษาสิวในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าไปกว่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อน เรามียาทา ยารับประทาน ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งมีการรักษาอื่น เช่น การใช้แสงในความยาวคลื่นต่างๆ มาช่วยในการรักษาสิว ทั้งระยะอักเสบ และสามารถรักษาแผลเป็นจากสิวให้ดีขึ้น

โดยทั่วไป แพทย์จะดูว่าสิวที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากธรรมชาติ หรือมีปัจจัยอื่นที่เลี่ยงได้ เช่นการแพ้เครื่องสำอาง หรือมีความผิดปกติอื่น เช่นภาวะถุงน้ำในรังไข่ ซึ่งจะทำให้มีการผลิตฮอร์โมนเพศชายเพิ่มมากขึ้น คนไข้นอกจากจะมีสิวมากแล้ว ยังมักมีประจำเดือนผิดปกติ หรือมีขนขึ้นมาก หรือเป็นสิวที่เกิดจากยา ที่คนไข้จำเป็นต้องใช้รักษาโรคอื่นอยู่ เช่น ยาวัณโรค ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น

 

อาหารเสริมสำหรับการป้องกันและรักษาสิว

-       วิตามินเอ วิตามินบีรวม วิตามินซี วิตามินดี และวิตามินอี

-       แร่ธาตุ เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม โครเมียม กำมะถันและสังกะสี

*สารอาหารดังกล่าวพบได้ในอาหารทั่วไป ดังนั้น เพื่อเป็น การป้องกันสิว ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และให้มีความหลากหลายในแต่ละหมู่ ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

 

การรักษา

การรักษาสิว ควรป้องกันและแก้ไขที่สาเหตุ เช่น การรักษาด้วยยา เพื่อกำจัดและป้องกัน การเกิด comedone และรักษาการอักเสบ การใช้ยารับประทาน (ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ, เอสโตรเจน,สเตอรอยด์, วิตามินเอ และเรตินอยด์ เป็นต้น) , ยาเฉพาะที่ (ได้แก่ สารยับยั้งไขผิวหนัง, สารขจัดคอมิโดน, สารทำให้เกิดการหลุดลอกของผิวหนัง และสารระงับน้ำหรือเหงื่อ), การบำบัดทางกายภาพ (ได้แก่ การผ่าตัด, การฉายรังสี และการฉายแสอัลตราไวโอเลต), การรักษาด้วยการกดหัวสิวโดยใช้เครื่องมือ การผ่าหรือดูดเอาหนองออก และการรักษาแผลเป็น นอกจากนี้ยังมีการรักษาทางเลือก (ได้แก่ การกดจุด, อาหาร, สุคนธบำบัด และธรรมชาติบำบัด)


หลักเกณฑ์ในการรักษาสิวค่อนข้างจะตรงไปตรงมาตามพยาธิกำเนิด ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการรักษาไม่สามารถจะรักษาสิวให้หายได้อย่างรวดเร็วทันใจภายใน 1 สัปดาห์ การรักษาอาจจะพอเห็นผลดีขึ้นบ้างอย่างน้อยภายใน 2-4 สัปดาห์ ซึ่งถ้าได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะดีขึ้นประมาณ 40% เมื่อรักษาได้ครบ 2 เดือน, เมื่อครบ 4 เดือนจะดีขึ้นประมาณ 60% และเมื่อครบ 6 เดือนจะดีขึ้นประมาณ 80% หรือมากกว่า


ยาทา


ยาทาที่ใช้รักษาสิวออกฤทธิ์ที่สำคัญ คือ ฤทธิ์กำจัดหัวสิว ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบ

ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่


1. Benzoyl peroxide ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ P. acnes และลดปริมาณกรดไขมันอิสระอีกทั้งช่วยลดขนาดและจำนวนของ comedones รวมทั้งรอยสิวที่อักเสบลงได้ด้วย ดังนั้นยานี้ได้ผลดีทั้งสิวอักเสบและไม่อักเสบ Benzoyl peroxide อาจจะทำให้ ผิวหนังเกิดอาการระคาย แห้ง ลอก และอาการผื่นแพ้จากการสัมผัสได้ แนะนำให้ใช้ยาเพียง 5-10 นาที วันละ 2 ครั้งแล้วล้างยาออกด้วยน้ำเปล่า เมื่อเริ่มคันกับการใช้ยาจึงเพิ่มเวลาในการทายาให้นานขึ้น ผลิตภัณฑ์Benzoyl peroxide มีหลายรูปแบบในความเข้มข้น 2.5%, 5% และ 10% ในรูปของ gel และ lotion ซึ่งโดยทั่วไปเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของยาในชนิด gel ออกฤทธิ์ดีกว่า lotion และตัวยาในความเข้มข้น 2.5% ได้ผลในการรักษาพอๆ กับ 5% และ 10% อีกทั้งยังก่อให้เกิดอาการระคายผิวน้อยกว่าด้วย

2. Antibiotics ชนิดทาเฉพาะที่ ออกฤทธิ์เป็น bacteriostatic และออกฤทธิ์ลดการอักเสบ ยากลุ่มนี้จะได้ผลดีกับรอยโรคชนิดอักเสบ คือ ตุ่มนูนแดงแข็ง (papule) และสิวหนองชนิดตื้นหรือลึก (pustules) แต่รอยโรคแบบ comedo และสิวขนาดใหญ่ เป็นถุงใต้ผิวหนังภายในมีหนองหรือสารเหลวๆ คล้ายเนย (cyst) อาจจะไม่เปลี่ยนแปลง ยาClindamycin และ Erythromycin ใช้ทาได้สะดวก และผลที่ได้ใกล้เคียงกัน รองลงมาคือ Tetracycline ยากลุ่มนี้ถ้าใช้ต่อไปนาน ๆ จะมีเชื้อโรคซึ่งดื้อต่อยา ยาทาต้านเชื้อแบคทีเรียทุกชนิด ใช้ทาวันละ 2 ครั้ง

3. Azelaic acid เป็นยารักษาสิวที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อ P. acnes และ S. epidermidis อีกทั้งยังลด keratohyalin granules และต้านการสร้าง keratin จึงมีผลยับยั้งการเกิด comedo นอกจากนี้ azelaic acid ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบแต่ไม่มีผลต่ออัตราการหลั่ง sebum ผลของการรักษาใกล้เคียงกับ benzoyl peroxide และ retinoic acid ในระยะแรกยานี้ใช้เป็นยาทารักษาฝ้า โดยอาศัยฤทธิ์ที่เป็น competitive inhibitors ของ tyrosinase พบว่าเมื่อใช้ยานี้ทารักษาฝ้า โรคสิวก็ทุเลาขึ้นด้วย และผลดีในการรักษาสิวก็มีรายงานยืนยัน ผลข้างเคียงของยาพบได้บ้าง เช่น อาการแสบ คัน แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ทนได้ อาจจะใช้ Azelaic acid ครีมอย่างเดียวทาเพื่อรักษาสิวชนิดที่ไม่รุนแรงนัก แต่อาจจะใช้ร่วมกันกับยารับประทาน เช่น antibiotics หรือ antiandrogens 20% Azelaic acid cream มีจำหน่ายในชื่อ Skinoren® ใช้ทาผิวหนังวันละ 2 ครั้ง

4. Tretinoin (Trans-retinoic acid; Vitamin A acid) ผลิตภัณฑ์ยามีในรูป cream, lotion และ gel มีจำหน่ายในชื่อ Airol® และ Retin-A® หรืออื่นๆ อีก ความเข้มข้นของยา 0.1%, 0.05% cream หรือ 0.05% liquid, 0.01%, 0.025% gel

Tretinoin เป็นยาที่ออกฤทธิ์เป็นยาที่กำจัดหัวสิว (comedolytic agent) ที่ดีที่สุด ช่วยยับยั้งการเกิด comedo ขึ้นใหม่ และทำให้ comedo ซึ่งเกิดขึ้นแล้วหลวมตัวหลุดออกไปง่ายขึ้น tretinoin ไม่ เพียงแต่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในแบบแผนของการสร้าง keratin ภายในขุมขนเท่านั้น ยังสามารถลดจำนวนชั้น stratum corneum ที่ปกติด้วย ดังนั้นการทายา tretinoin จึงช่วยให้ยาตัวอื่นผ่านผิวหนังได้ดีขึ้นด้วย

Tretinoin เหมาะที่จะใช้ทาเพื่อรักษาสิวหัวดำและสิวหัวขาว (comedo acne) อาจจะใช้ยานี้เพียงอย่างเดียว หรือจะใช้ร่วมกับ benzoyl peroxide gel หรือยาทาต้านเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆ ด้วยก็ได้

สารออกฤทธิ์ทางเวชสำอาง

1.  Salicylic acid (BHA)

 

พบได้ใน Willow bark, Wintergreen leaves และ Sweet bitch โดยที่สารจำพวก Salicylic acid นี้จัดเป็น beta hydroxyl acid หรือ BHA นั้นเอง Salicylic acid ละลายได้ในน้ำมันจึงสามารถเข้าสู่ต่อมไขมันได้ดี  ทำให้เพิ่มการผลัดเปลี่ยนเซลล์ที่ผิวได้ดี และยังสามารถซึมเข้าสู่ขุมขนได้ จึงช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ในรูขุมขน หรือรักษารูขุมขนที่อุดตันได้ด้วย จึงถูกใช้ในการรักษาสิว เนื่องจากสามารถกำจัดสิวอุดตันได้ ถ้าใช้ในความเข้มข้นที่สูงใช้รักษา หูดได้ และมีข้อดีคือระคายเคืองน้อยกว่า AHA ปริมาณที่ใช้ในทางการแพทย์อยู่ที่ 0.5-5 % แต่ปริมาณที่ใช้ในเครื่องสำอางใช้ได้ไม่เกิน 2 % Salicylic acid นี้ต้องอยู่ในสภาพที่เป็นกรด จึงมีโอกาสระคายเคืองต่อผิว และอาจทำให้ผิวไวต่อแสงได้

 

ประโยชน์

  1. ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ในรูขุมขน
  2. กำจัดสิวอุดตัน
  3. เพิ่มการผลัดเปลี่ยนเซลล์ที่ผิวได้ดี

Salicylic Acid มีประสิทธิภาพในการลอกเซลล์ผิวเหมือนกับ AHA แต่ BHA จะพิเศษกว่าตรงที่ มันเป็นกรดที่ละลายไขมัน จึงทำงานโดยลงไปล้างไขมันที่ติดตามรูขุมขนให้หลุดออก จึงสามารถรักษาสิวพวกสิวเสี้ยน สิวอุดตันได้ อีกทั้งยังสามารถรักษาคนที่เป็น Acne Rosacea ได้อีกด้วย ผลข้างเคียงจะไม่มากเท่ากับพวกกรดวิตามินเอ เหมาะสำหรับคนที่เป็นสิวไม่มาก ข้อดีอีกอย่างของ BHA คือ เมื่อมันเข้าไปชะเอาไขมันที่ติดตามรูขุมขนออกแล้ว ทำให้ระยะยาวรูขุมขนที่เคยมีไขมันเกาะอยู่แล้วขยายหรือรูขุมขนกว้างก็จะกลับมาแคบลง

ข้อเสีย

  1. ระคายเคืองต่อผิว
  2. อาจทำให้ผิวไวต่อแสงได้

ในวงการเครื่องสำอางใช้ Salicylic acid มานาน และใช้ในหลายวัตถุประสงค์  เช่น ใช้เป็นวัตถุกันเสีย เป็นวัตถุระงับเชื้อ และใช้ในผลิตภัณฑ์ทาผิวที่ทำให้ผิวนุ่ม เครื่องสำอางที่ใช้กับเส้นผม เครื่องสำอางที่ใช้ทาสิว ทาผิวหน้า

ในยุโรปอนุญาตให้ใช้ Salicylic acid และเกลือของสารนี้เป็นวัตถุกันเสียในเครื่องสำอางได้ในปริมาณไม่เกิน 0.5 และห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเด็ก

ข้อห้ามใช้

-  ห้ามใช้กับคนที่แพ้ยาประเภท Aspirin

-  ควรรหลีเลี่ยงแสงแดด และทาครีมกันแดดทุกครั้ง

2. Alpha Hydroxy Acids (AHA)

 

เป็นกลุ่มของสารเคมีที่ประกอบด้วยหมู่อินทรีย์Carboxylic acid ที่มีหมู่ hydroxy ที่ตำแหน่ง alpha หรือที่เรารู้จักในนามของกรดผลไม้ AHA ที่มีการนำมาใช้ทางเครื่องสำอาง ได้แก่

-       กรดมาลิก (Malic acid) ซึ่งสกัดได้จาก ผลแอปเปิ้ลดิบ

-       กรดซิตริก (Citric acid) จากมะนาว ส้ม หรือ สับปะรด

-       กรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) จากผลองุ่นหมัก หรือไวน์หรือมะขาม

-       กรดแลกติก (Lactic acid) สกัดได้จากน้ำนม หรือน้ำมะเขือเทศ

-       กรดไกลโคลิก (Glycolic acid)ได้จากอ้อย

-       กรดแมนดิลิกจากอัลมอนด์

ซึ่ง AHA ที่ใช้กันมาก ที่สุดคือ Glycolic acid รองลงมาคือ Lactic acid  AHA เหล่านี้อาจจะได้มาจากการสังเคราะห์ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ซึ่ง AHA ที่ได้จากการสังเคราะห์นี้จะทำให้เกิดการระคายเคือง
มากกว่า AHA ที่ได้จากธรรมชาติ และประสิทธิภาพก็ด้อยกว่าด้วย

ประโยชน์

  1. ผลิตภัณฑ์ที่มี AHA ในปริมาณน้อย คือ ประมาณ 4-30% ในความเข้มข้นต่ำๆ นี้ AHA จะลอกผิวหนังชั้นขี้ไคลโดยไม่ทำให้เสียความชุ่มชื้น (ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้ามักมี AHA 3-10%)
  2. ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทางการแพทย์มี AHA ในความเข้มข้นที่สูงประมาณ 50% ขึ้นไป จะสามารถลอกผิวรุนแรงขึ้นโดยลอกผิวลึกลงไปถึงชั้นหนังกำพร้าชั้นล่างหรือชั้นหนังแท้ ผลจากการใช้ AHA จะทำให้ผิวหนังมีการแบ่งตัวเร็วขึ้น
    1. ผิวจางลง และทำให้ผิวชั้นหนังกำพร้าหนาขึ้น
    2. รอยเหี่ยวย่นทุเลาจนถึงหายได้ ในกรณีที่มีการลอกของชั้นหนังแท้ ทำให้มีการสร้างหนังแท้ใหม่ ชั้นหนังแท้จะหนาตัวและเต่งตึงมากขึ้นจากการเพิ่มของ Mucin และเนื้อเยื่อ Elastin
  3. การใช้ AHA ที่ความเข้มข้นต่ำ ต้องทาเป็นระยะเวลานาน และค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นเท่าที่ผิวทนได้ และใช้เวลา 4-6 เดือนจึงเห็นผล ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ AHA มีผลทางด้านความสวยงาม
    1. ทำให้ผิวดูละเอียดขึ้น
    2. ร่องรอยที่เกิดจากผิวหยาบจางลง
    3. ผิวเต่งตึงขึ้น
    4. ริ้วรอยเหี่ยวย่นลดลง

ข้อเสีย

  1. เนื่องจากการใช้ AHA ทำให้ผิวลอก อาจมีการระคายเคือง ทำให้มีผื่นแดง ตุ่มพอง และผิวไหม้ได้
  2. การทาผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักทำให้เกิดอาการแสบยิบๆ เล็กน้อย สักครู่จะหายไปเอง แต่ถ้าทาแล้วเกิดผื่นแดงควรล้างออก
  3. กรณีที่มีอาการคัน ระคายเคือง อาการจะหายไปภายใน 2-3 วันหลังจากหยุดใช้ยา
  4. มีรายงานว่าผิวของผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA จะมีความไวต่อแสงแดด โดยเฉพาะรังสีเหนือม่วง (UV) มากขึ้น

3.Retinoids

เป็นอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ได้แก่ Retinol, Retinoic acid, sotretinoin, Adphalene เป็นต้น

ประโยชน์

  1. ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ให้เป็นปกติ
  2. ยับยั้งการเกิดเนื้องอกหรือมะเร็งผิวหนัง
  3. ลดการอักเสบ
  4. ฟื้นฟูสภาพผิวที่เสื่อมจากแสงแดด
  5. Retinoids ชนิดทาใช้รักษาสิว
  6. บรรเทารอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว
  7. รักษาอาการที่ผิดปกติของเคราตินต่างๆ เช่น เรื้อนกวาง, ฝ่ามือฝ่าเท้าด้านหนา ฯลฯ รักษาอาการผิดปกติที่ต่อมไขมัน ภาวะผิวลายที่เกิดในคนอ้วนหรือเกิดขึ้นเอง
  8. จุดด่างดำจะลดลง สีผิวสม่ำเสมอขึ้น
  9. ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวเรียบขึ้น ซึ่งการลดริ้วรอยของ Retinoids เกิดจากการที่ Retinoids
  • กระตุ้นให้เกิดการสร้าง คอลลาเจนในชั้นหนังแท้
  • สร้างเส้นเลือดใหม่
  • เพิ่มการสะสม Glycosaminoglycan
  • เพิ่มการหลุดลอกของผิวหนังชั้นขี้ไคล
  • การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ผิวหนังดูเหลืองน้อยลง มีสีชมพูมากขึ้น และเรียบมากขึ้นจากการสัมผัส ซึ่งอาจสังเกตเห็นได้ภายใน 4 เดือน ระยะเวลาการใช้นานขึ้นจะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแก่ก่อนวัยจากการโดนแสงแดดมากๆ และควรใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์กันแดดจะทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

 

 

ข้อเสีย

  1. ทำให้มีอาการเหมือนแพ้แดดในบริเวณที่ทา
  2. ช่วงแรกๆ ที่เริ่มทาอาจจะมีการระคายเคือง ลอกเป็นขุย หรือเป็นแผ่น
  3. ร้อนและแสบหน้าเวลาโดนแดด
  4. ตัวยาเกิดการสลายตัวได้ง่าย ทำให้เสื่อมฤทธิ์ง่าย และต้องเก็บรักษาอย่างดี จึงแนะนำ
    ให้ใช้ยาในเวลากลางคืนควรใช้ยาในปริมาณต่ำๆ ก่อนและค่อยๆ เพิ่มขนาดให้สูงขึ้นหลังจาก 1 เดือน
    ไปแล้ว
  5. ควรหลีกเลี่ยงบริเวณผิวที่ไวกว่าปกติ เช่น จมูก ปาก และตา
  6. ผู้ที่ทาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Retinoids ยังทำให้เกิดการระคายเคืองจากแสงแดดมากกว่าปกติ จึงต้องระวังไม่ให้ถูกแสงแดดมาก มิฉะนั้นจะมีการระคายเคืองเกิดขึ้นได้
  7. ห้ามรับประทานในหญิงมีครรภ์ มารดาที่รับประทาน Retinoids อาจก่อให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ได้ การใช้ยานี้โดยวิธีทายา ยังไม่พบว่ามีความพิการของทารกในครรภ์ แต่ก็ควรระวังการใช้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ ในระหว่างการใช้ยานี้ ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวแห้ง เช่น ผลิตภัณฑ์กระชับรูขุมขน, ผลิตภัณฑ์ลอกผิว และผลิตภัณฑ์ขัดผิวต่างๆ

 

4.สมุนไพร

 

 ตัวอย่างสมุนไพรที่ได้มีการศึกษาและนำมาใช้ในการรักษาสิว ได้แก่ กระเทียม หัวหอมแดง ขมิ้นชัน ว่านหางจระเข้ส่วนผสมจาก chamomile และใบของ horsechestnut (ลิขสิทธิ์ของฮังการี) สารสกัด propolis น้ำมันกานพลู และสารสกัดจาก blue gum eucalyptus, สารสกัดโรสแมรี, สารสกัดแคลรี เสจ, สารสกัดมังคุด, นอกจากนี้ยังมีน้ำมันหอมระเหยจากพืชอีกหลายชนิด เช่น น้ำมันทีทรี,Lemon myrtle oil (Backhousia citriodora), Black pepper, Clove, Geranium, Nutmeg, Oregano, Thyme, น้ำมันดอกคำฝอย, น้ำมันโจโจ้บา, น้ำมันฮาเซลนัท, Petitgrain, Australian eucalyptusและ Juniper twig

  

Chamomile extract ใช้ภายนอกและภายในเป็นยาต้านอาการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราโดยเฉพาะStaphylococcus aureus, Candida albicans ใช้มากในประเทศยุโรปตะวันตก  Chamazulene เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำมัน (oil) ช่วยลดอาการปวด รักษาบาดแผล แก้ปวดท้อง ลดอาการอักเสบ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ α-bisabola เป็นสารอีกชนิดหนึ่งในน้ำมัน (oil) มีคุณสมบัติลดอาการอักเสบ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ มีรายงานว่าทั้งดอกโรมันคาโมไมล์ ใช้เป็นส่วนผสมใน cream, gels, ointment สำหรับระงับเชื้อ, ต้านการอักเสบ, ระงับการระคายเคือง น้ำมันหอมระเหยใช้

เป็นส่วนผสมในยาขับลม แก้ปวดท้อง บำรุงร่างกาย และเยอรมันคาโมไมล์ทำให้เกิดการระคายเคือง(contact dermatitis) ต่อผิวหนังคน แต่ไม่ก่อให้เกิดพิษ (nontoxic) เมื่อใช้ภายนอก

 

Rosemary extract ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Rosmarinus officinalis L. เป็นสมุนไพรที่มีการใช้มานานนับพันปีแถบเมดิเตอร์เรเนียน ปัจจุบันใช้ประโยชน์ในการบำรุงผิว (tonic) สมานผิว (astringent) น้ำมันโรสมารี่ (Rosemary oil) ใช้ปรับสภาพเส้นผม (conditioner)

 

Turmeric extract (สารสกัดจากขมิ้น) รักษาสิวเมื่อทดลองโดยใช้สารสกัดจากเหง้าขมิ้น มังคุด และว่านหางจระเข้ พบว่าบรรเทาอาการอักเสบจากสิว สารสกัดเมทิลีนคลอไรด์จากเหง้า มีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ต้านการอักเสบและลดอาการบวม  สมานแผล  ต้านเชื้อแบคทีเรีย พบว่าสารสกัดจากเหง้าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด เช่น Bacillus subtilis, Escherichia coli,Pseudomonas aeruginosa, Straphylococcus aureus ต้านเชื้อรา

 

 

Centella asiatica (สารสกัดจากเซ็นเทลลา) เนื่องจากคุณสมบัติในการต้านการอักเสบจึงช่วง รักษาสิว ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผม

จึงมีการนำสารสกัดจากใบบัวบกมาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์รักษาอาการผมร่วง สารสกัดจากส่วนเหนือดินของบัวบกใช้ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ บรรเทาอาการอักเสบและช่วยให้แผลหายเร็ว ปรับสภาพผิว ลดริ้วรอย เนื่องจากบัวบกมีคุณสมบัติในการสร้างคอลลาเจน

 

Aloe vera extract  (สารสกัดจากว่านหางจระเข้) มีคุณสมบัติยับยั้งการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน และมีผลต่อการไหลเวียนโลหิตที่ผิวหนัง  รักษาสิวโดยจะลดอาการอักเสบของสิว  ป้องกันผมร่วง กระตุ้นการเจริญของเส้นผม  ยับยั้งการสร้างเมลานิน  ลดอาการระคายเคืองหลังการโกนหนวด เจลว่านหางจระเข้ ให้ความชุ่มชื้น ลดอาการแตกแห้งของผิวหนัง (emollient) ลดริ้วรอยทำให้ soluble collagen เพิ่มขึ้น ทำให้ผิวขาวขึ้น บำรุงผิวทำให้หน้าท้องลายในหญิงตั้งครรภ์ลดลง ผสมในผลิตภัณฑ์สำหรับโกนหนวด สารสกัดจากใบว่านหางจระเข้ (Extract of aloe) หรือ aloin ใช้ในผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด

 

Sage Extract  (สารสกัดจากใบเสจ) มีการใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนังในยุโรปฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนมาแต่อดีด ซึ่งอยู่ในตำรายาแผนโบราณในการรักษาโรคผิวหนัง โรคเกียวกับอาการอักเสบ ที่ผิวหนัง งานวิจัยเกี่ยวในคนที่มีผิวอักเสบ แพ้ ผื่นแดง (เปรียบเทียบกับยา) ลดปัญหาสิว (Anti-acne) มีการวิจัยพบว่า สารสกัดจากเสจ ช่วยในการยับยั้งเชื้อ P.acnes ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว อีกทั้งยังมี Rosmarinic acid โดยให้คุณสมบัติต้านการอักเสบ (anti-inflammatory) ลดการระคายเคือง (anti-irritation) ลดอาการแพ้ผื่นแดง (Reduce Erythema): มีรายงานการวิจัยในคน เกี่ยวกับการรักษาอาการผื่นแดง (Erythema) ที่ผิวหน้าที่มีสาเหตุมาจาก ผิวไวต่อแสงแดด (Photosensitivity) ที่จะพบมากในผู้หญิง ที่อายุ 20-30 ปี และจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ พบว่าสารสกัดจากเสจมีประสิทธิภาพในการลดอาการ อักเสบผื่นแดง ได้ดีเท่าๆกันกับ Steroide (hydrocortisone) ที่จะทำให้ผิวบางลง ลดอาการอักเสบ (Anti-inflammatory): มีรายงานการวิจัยในคน เกี่ยวกับการรักษาอาการอักเสบที่ผิวเปรียบเทียบสารสกัดจากเสจกับยาต้านการอักเสบ (indomethacin) พบว่า สารสกัดจากเสจประสิทธิภาพดีกว่ายา

ข้อมูลอ้างอิงจาก

  1. สุชาดา นิลกำแหง ฝ่ายวิจัยและพัฒนาเภสัชกรรม องค์การเภสัชกรรม http://www.gpo.or.th/
  2. เพ็ญวดี ทิมพัฒนพงศ์. ตำราเรื่องสิว วิทยาการก้าวหน้าและโรคที่เกี่ยวข้อง. 2536
    หน้า 87-99.
  3. รัศนี อัครพันธุ์. Dermatology 2000. 2540. หน้า 48-56.
  4. www.lib-sh.lsumc.edu/fammed/ intern/acnetope.html
  5. www.siamhealth.net/Health/photo_ teaching/acne.html
  6. www.hs-sc.gc.ca/hpfb-dgpsa/fpd-dpt/acne-e.html
  7. www.women-mweb.co.th/beauty/ skin-spot00063.html
  8. http://www.gpo.or.th/rdi/html/cosmetics.html
  9. Rimpler H. Biogene Arzneistoffe. 2 ed. Stuttgart: Deutscher Apotheker Verlag, 1997.
  10. Titwan A, Pongpaibul Y, Okonogi S. Topical preparations from medicinal plant in Acne Vulgaris. Thai Journal of Pharmaceutical Sciences 1992; 16(4): 354.
  11. Bombardelli E, Cristoni A, Morazzoni P, et al. Pharmaceutical and cosmetic antiacne formulations containing plant extracts (Krameria triandra or Mesua ferrea). Pct Int Appl WO 98 17,293, 1998: 14 pp.
  12. Tsusaka Y. Preparations containing ginger extracts and other substances for prevention of hair lossPatent: Jpn Kokai Tokkyo Koho JP 08 99,840 [96 99,840], 1996: 2 pp.
  13. http://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/acne/video/stop-picking-acne

 

เจ้าสาวผิวขาวใสดั่งเจ้าหญิง เวชสำอางเพื่อเจ้าสาวที่อยากขาวใส ด้วยการขัดผิวเจ้าสาว มาส์กหน้า รักษาสิว ลดฝ้ากระ 

 

By Iwedding Skincare

 

Facebook