ข้อเท็จจริงที่ยังไม่รู้ก่อนการทำทรีตเมนต์-เลเซอร์ในคลินิกความงาม 

รอบรู้เรื่องผิวกับ iweddingskincare กันน๊ะคะ

คงปฏิเสธไม่ได้เลยน๊ะคะว่าการทำเลเซอร์และการทำทรีตเมนต์หน้าใสไร้สิว ไร้ริ้วรอย ไร้กระฝ้า ลดจุดด่างดำ กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในหมู่สาวๆ ไม่เว้นแม้กระทั้งผู้ชายที่ชอบการดูแลตัวเองเป็นพิเศษ แต่จะมีใครทราบบ้างไหมคะว่า นอกเหนือจากผลดีแล้วยังมีผลเสียบางอย่าง ที่เราหลายคนคาดไม่ถึงเลยทีเดียวค่ะ

.

 

          การทำเลเซอร์ผิวหนัง ไม่ว่าจะทำเพื่อความงามหรือเพื่อรักษาสภาวะของผิวหนังบางอย่าง เราควรจะเรียนรู้วิธีการดูแลผิวหลังการทำเลเซอร์อย่างถูกวิธี เพื่อให้ผลลัพธ์ของการทำเลเซอร์ผิวหนังออกมาดีภายในเวลารวดเร็ว โดยไม่เกิดผลข้างเคียง หรือเกิดน้อยที่สุดค่ะ

การทำเลเซอร์ผิวหนังคืออะไร


1.   การรักษาหรือปรับสภาพผิวโดยการใช้เลเซอร์เป็นการใช้พลังงานจากแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะ ส่งไปยังเซลล์เป้าหมายบนผิวหนังที่ดูดซับพลังงานแสงได้ดี

2.   ทำให้เกิดการทำลายเซลล์เป้าหมายนั้นอย่างเฉพาะเจาะจง โดยมีผลต่อเซลล์อื่นที่อยู่ข้างเคียงน้อยมาก

3.   การปรับสภาพผิวโดยการใช้เลเซอร์นี้ไม่จำเป็นแต่เฉพาะในเรื่องความสวยงาม เช่น การลบริ้วรอย จุดด่างดำ หรือแก้ปัญหารูขุมขนกว้างเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการรักษาภาวะบางอย่างได้ด้วย เช่น เนื้องอกผิวหนังเล็กๆ น้อยๆ หูด กระเนื้อ เป็นต้น

เครื่องเลเซอร์ที่พบได้บ่อยในปัจจุบันคือ

 

มีเลเซอร์มากมายหลายชนิดที่นำมาใช้โดยแต่ละเครื่องเลเซอร์จะผลิตจุดคลื่นแสงได้ต่างกัน เช่น

  1. IPL Rejuvenation จุดคลื่น 595 nm.CO2 laser จุดคลื่น 10600 nm. ผลของลำแสงจะทำให้เส้นเลือด และเส้นน้ำเหลืองขนาดเล็กในบริเวณนั้นปิด
    1. เพื่อการดูแลผิวหน้าให้อ่อนเยาว์ ( Photo Rejuvuination )
    2. เป็นการช่วยในการกระตุ้นคอลลาเจนด้วยกระบวนการต่าง ๆกัน
    3. ทำให้ผิวพรรณแลดูอ่อนเยาว์
    4. ใช้ได้ดีในการรักษาสิวอักเสบ
  2. Q-Switch มีช่วงคลื่นอยู่ระหว่าง 695- 1064 nm. ใช้รักษาโรคของเม็ดสีดำ
    1. รูบีเลเซอร์ (Ruby laser) ช่วงคลื่น 695 nm. ใช้รักษาโรคของเม็ดสีดำทั้งหลาย เช่น การลบรอยสัก รักษาปานดำ ปานสีน้ำตาล กระลึก
    2. อเล็กซานไดร์ท เลเซอร์ (Alexandite Laser) ช่วงคลื่น 755 และ 810 nm.ใช้ในการกำจัดเส้นขนได้ดี แต่พบปัญหาในหารกำจัดเส้นของคนผิวสี(เอเซีย,นิโกร)
    3. คิว-สวิทช์-เอ็น-ดี-แยค (Q-switched Nd:YAG) 1064 nm.ได้ผลดีกับการรักษาโรคของเม็ดสีดำ
  3. คลื่นวิทยุ (RF-Radio Frequency)
    1. ช่วยทำให้โครงสร้างคอลลาเจนของผิวกระชับตัว
    2. เพิ่มจำนวนคอลลาเจน
    3. ลดริ้วรอยย่นและยกกระชับผิวหน้าที่หย่อนคล้อย
    4. การรักษาต้องใช้เวลาประมาณ 2-6 เดือนจึงจะเห็นผล
    5. ที่รู้จักกันดีเช่น Thermage (Therma Cool) และเทคนิคการทำก็สำคัญมาก เพราะหากทำไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้ใบหน้าทั้งสองข้างไม่เท่ากันได้

 

ประเภทการทำทรีตเม้นท์มีดังนี้ค่ะ

 

  1. การทำ AHA Treatment (Facial Peeling) ผลัดเซลล์ผิวหน้าด้วย AHA ที่สกัดได้จากผลไม้รวม  ช่วยกระตุ้นผลัดเซลล์ผิวที่หมองคล้ำที่อยู่ด้านนอกค่อยๆหลุดออกไปอย่างช้าๆ  ทำให้รูขุมขนกระชับ  และลดเลือนรอยด่างดำและริ้วรอยได้อย่างดี  ผิวของคุณจะดูขาวใสเหมือนผิวครั้งวัยเยาว์
  2. Iontophoresis ช่วยผลักสารต่างๆ อาทิวิตามินซีบริสุทธิ์เข้าสู่ผิวได้ล้ำลึกว่าการทาบนผิวภายนอก  นอกจากจะส่งผลในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวแล้ว  ยังช่วยยับยั้งการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีผิวที่ผิดปกติที่เป็นสาเหตุของรอยด่างดำ  ทำให้ผิวของคุณดูนุ่มนวลและดูขาวกระจ่างใสอยู่เสมอ  ควรทำอย่างต่อเนื่อง
  3. No-Needle Meso Therapy  เป็นเทคนิคที่ใช้สารที่มีประจุไฟฟ้า เช่น สารอาหาร กลุ่มวิตามิน โคเอนไซม์ กรดอะมิโน ร่วมกับระบบผลักตัวยา (Electro oration) และระบบ Electro osmosis ที่ช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเซลล์ใต้ผิวหนังให้เกิดช่องว่างอิสระระหว่างเซลล์ผิวชั่วคราว ทำให้ยาและวิตามินที่เป็นประโยชน์ซึมผ่านเข้าสู่ใต้ผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ลึกกว่าการใช้เครื่องไอออนโตหรือโฟโน) 
  4. Phonophoresis เป็นเทคนิคการผลักยาผ่านเซลล์ผิวหนังโดยใช้คลื่นเหนือเสียงอัลตร้าโซนิค (ultrasonic wave) ความถี่สูง 1 MHz เป็นตัวผลักยาหรือวิตามิน การผลักยาด้วยวิธีนี้ทำให้ยาซึมผ่านผิวได้มากและเร็วกว่าการทายาหรือทาครีม
  5. Microdermabrasion Treatment เป็นการกรอผิวหน้าให้เรียบเนียนขึ้นด้วยผงเกล็ดอัญมณีที่มีขนาดเล็กมาก ช่วยลดเลือนริ้วรอย รอยด่างดำ รอยแผลเป็นจากสิวหรืออีสุกอีใส รอยหลุมสิว แล้วกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่สดใสและอ่อนนุ่มกว่า ทำให้ผิวของคุณเรียบเนียนแลดูสดใสอยู่เสมอ
  6. Oxygen Peeling Treatment เป็นการใช้แรงดันอากาศระดับสูงในการช่วยผลัดเซลล์ผิว คล้ายการกรอผิวด้วยเครื่องกรอเกล็ดอัญมณี แต่อ่อนโยนและระคายเคืองน้อยกว่า ช่วยลดเลือนริ้วรอยและรอยด่างดำบนผิวหน้า ทำให้หน้าดูกระจ่างใส รวมทั้งช่วยเติมเต็มออกซิเจนให้กับเซลล์ผิว ผสานด้วยระบบสมานผิวด้วยระบบพ่นน้ำแร่เย็น

 

นอกจากจะเกิดอาการเหล่านี้จากการทำ treatment  เป็นเวลานานๆแล้วยังจะอาจเกิดจากการใช้เครื่องสำอางหน้าใสโดยการกล่าวอ้างว่าหน้าขาวใสเร็ว กระฝ้าหายเกลี๊ยง มี 4 สารฮิตดังนี้ค่ะ

  1. สารปรอท (Mercury compounds): จะทำให้หน้าขาวเร็วในตอนแรก หลังจากนั้นจะทำให้แพ้ ผื่นแดง ผิวบางลง ดำ เกิดพิษปรอทสะสมในทางเดินปัสสาวะ และไตอักเสบได้
  2. สารไฮโดรควิโนน (Hydroquinone): จะทำให้ฝ้าหายในช่วงแรก หลังจากนั้นจะทำให้เกิดการระคายเคือง จุดด่างขาว ผิวหน้ามีสีดำ เป็นฝ้าถาวร รักษาไม่หาย
  3. กรดเรทิโนอิก (Retinoic) หรือกรดวิตามินเอ ช่วยให้แก้ปัญหาผิวหน้ามันหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง มีจุดด่างดำ สิวบุก ทั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ สิวเสี้ยน ลลดเลือนริ้วรอย แต่จัดว่าเป็นยาค่ะเนื่องจากมีผลข้างเคียงสูงมากคือทำให้หน้าแดง แสบร้อนรุนแรง อักเสบ ผิวลอกรุนแรง เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์
  4. กรดอะเซลาอิก (Azelaic acid) จัดเป็นยารักษาฝ้าหน้าขาว มีผลข้างเคียงคือ ทำให้หน้าร้อนแดง คัน เป็นขุย บางรายอาจเกิดการแพ้ เป็นผื่นได้

 

และยังมีสารอีก 1 ตัวที่นิยมใช้กันมากแต่หากใช้ในความเข้มข้นที่มากเกินไปจะทำให้ผิวบอบบางได้ง่ายขึ้นค่ะนั้นคือ กรดไฮดรอกซี (Hydroxy Acids): เราอาจจะได้ยินชื่อ AHAได้บ่อย (เครื่องสำอางให้ใช้ไม่เกิน 10 % แต่ที่แอบขายกันทาง internet นั้นสูงถึง 70 %) แต่ยังมีสาร BHA อีกหนึ่งตัว หรือ กรดซาลิไซลิค (เครื่องสำอางให้ใช้ไม่เกิน 2 %) โดยทำให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน แต่อาจจะเกิดกับผู้ที่ใช้ในความเข้มข้นสูง

สาเหตุที่ทำให้ผิวบอบบาง

1. เกิดจากชั้นของผิวหนัง (Stratum Corneum) ได้ลดการต้านทานต่อสารระคายผิวลง ทำให้ไวต่อสารนั้นมากขึ้นกว่าปกติ

2. การสูญเสียน้ำของผิวมากกว่าปกติ ทำให้เซลล์ผิวเกิดความเสียหายและกลไกโดยปกติที่จะกั้นไม่ให้สารระคายซึมผ่านผิวลงไปโดยง่าย เสียไป จึงก่อให้เกิดปัญหาว่า เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ระคายผิวจะเกิดอาการคันๆ ยิบๆ อย่างรวดเร็ว

3. ต่อมไขมัน (Sebaceous gland) ซึ่งทำหน้าที่สร้างน้ำมัน (Sebum) ไม่สามารถสร้างน้ำมันมาหล่อเลี้ยงและปกป้องผิวได้เพียงพอ โดยปกติแล้วไขมันจะทำหน้าที่คล้ายฉนวนเพื่อปกป้องผิว ไม่ให้สารที่ละลายน้ำผ่านไปได้โดยง่าย แต่เมื่อไขมันลดน้อยลงหน้าที่ฉนวนจะน้อยลงและทำให้เปรียบเสมือนว่าสารระคายเคืองใดๆ ที่ละลายน้ำได้ดี ซึมผ่านผิวหนังไปได้มากขึ้น จึงเกิดการระคายเคืองมากขึ้น

 

ข้อควระวังในการทำทรีตเม้นท์

  1. หากเป็นผู้ที่มีผิวคล้ำ การลอกผิวอาจนำปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอมาสู่คุณได้
  2. หากเป็นผู้ที่มีเส้นเลือกฝอยเปราะบาง และอยู่ตื้นมาก ควรเลือกใช้วิธีการผลัดผิวชนิดที่อ่อนโยนจริง ๆ เท่านั้น
  3. หลังทำทรีตเม้นต์จะทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดเสมอ
  4. เว้นจากการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของเรตินเอ เป็นเวลา 72 ชั่วโมง หลังการทำทรีตเม้นท์ผิวหน้า เพราะจะทำให้เกดการระคายเคืองและรอยแดง

 

คราวนี้ใครที่กำลังจะตัดสินใจทำทรีตเม้นท์ผิวหน้าใด ๆ ก็อย่าลืมศึกษาข้อควรปฏิบัติทั้งก่อน และหลังการทำทรีตเม้นท์ด้วยนะคะ เพื่อเลี่ยงความเสี่ยง และให้คุณได้รับประโยชน์จากการทำทรีตเม้นท์นั้น ๆ อย่างเต็มที่นั่นเอง

อาการของผิวหน้าที่สาวๆพึงระวังหลังการทรีตเม้นท์

 

WARNING - Laser And IPL Dangers!

 

  1. อาการหน้าแดงอาจเป็นอยู่นานหลาย ๆ เดือน: YAG laser  มีภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้แก่ อาการบวมแดง,ปวดแสบแผล,  การติดเชื้ออักเสบ,  รอยคล้ำหรือรอยด่างบริเวณที่รักษา และแผลเป็นชนิดนูน (Hypertrophic scar)โดยเฉพาะอาการหน้าแดงอาจเป็นอยู่นานหลาย ๆ  เดือนภายหลังการรักษา
  2. รอยไหม้ดำ: ทรีตเมนต์ IPL อาจเกิดรอยไหม้ดำ, รอยแผลเป็นนูน หรือที่เรียกว่า คีลอยด์(Keloid) ได้
  3. แผลเป็นนูน: เลเซอร์กำจัดไฝ สำหรับบางคนที่มีประวัติว่าเป็นแผลง่าย หากไปทำการรักษาดังกล่าวอาจก่อให้เกิดแผลเป็นนูนได้ง่าย ซึ่งกรณีดังกล่าวหากคุณไปทำการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์จะแนะนำคนไข้ก่อนว่า ไม่ควรทำในตำแหน่งที่เกิดแผลเป็นได้ง่าย
  4. ผิวหนังไหม้ พุพอง: เลเซอร์ลอกผิว เพื่อรักษาฝ้า หากทำโดยแพทย์ที่ไม่ชำนาญ อาจจะเกิดผลข้างเคียง ทำให้คนไข้ผิวหนังไหม้ พุพอง รวมถึงอาจมีน้ำเหลืองไหลย้อยออกมาได้ ในกรณีที่มีการใช้พลังงาน (ของแสงเลเซอร์) มากเกินไป
  5. จุดกระดำกระด่าง: เลเซอร์ลบเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำ การใช้เลเซอร์ในกลุ่มของ Q-switched Nd:YAG ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยม และโฆษณากันเป็นจำนวนมาก ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ ในบางรายอาจพบว่า คนไข้ เกิดทั้งจุดขาว และจุดดำบริเวณที่ทำการรักษา สาเหตุเพราะการยิงเลเซอร์ ที่บางจุดได้พลังงานเลเซอร์น้อยเกินไปทำให้ไปกระตุ้นให้ฝ้ายิ่งดำขึ้น ส่วนจุดที่ขาว ก็เป็นเพราะได้รับพลังงานเลเซอร์มากเกินไป ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีแตกต่างกันไป แทนที่จะหายฝ้า หายจุดด่างดำ ก็กลายเป็นหน้ากระดำกระด่าง ซึ่งสภาวะอย่างนี้ การรักษาให้ผิวกลับมาเรียบเนียนเหมือนเดิมก็เป็นเรื่องยาก
  6. ตุ่มพองใสๆ บริเวณรอบเส้นขน: เลเซอร์กำจัดขน หากทำมากเกินไป อาจเกิดตุ่มพองใสๆ บริเวณรอบเส้นขน และเมื่อตุ่มใสหายไปจะเกิดเป็นแผลดำ เป็นระยะเวลานานกว่าจะกลับมาสู่สภาพปกติ” คุณหมอยกตัวอย่าง ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
  7. ตุ่มแดง:ผลข้างเคียงจากการทำ Phonophoresis คือบางรายจะเกิดตุ่มแดงบริเวณที่ทำ

 

8. มีอาการแสบร้อน คัน เกิดจ้ำเลือดได้ง่าย

9. ผิวหนังบริเวณที่ทาจะบางลง, ผิวแตก

10. ผิวหนังบางจนทำให้ถูกแดดเผาได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทาบนใบหน้า

11. มีตุ่มแดงเข้มปรากฏบนผิวหนัง

12. ติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้ง่ายขึ้น

13. ตุ่มแดง เจ็บ มีหนองในรูขุมขน

14. บางคนอาจมีอาการผิวแห้ง ระคายเคือง ขนตามร่างกายขึ้นมากกว่าปกติ

15. เกิดผื่นแพ้สัมผัสตามมา

หรืออาจมีอาการของผิวที่แพ้แสดงออกตามมา คือผื่นแดง ตุ่มพองตกสะเก็ด แสบ คัน และผิวหนังอักเสบ วิธีง่ายๆ ที่จะสังเกตว่าผิวมีอาการแพ้หรือไม่ ดูได้จากผื่นแดง ที่อยู่ดีๆ ก็ปรากฏบนผิว ซึ่งบางครั้งจะรวมอาการคันและอักเสบไว้ด้วยกัน ผิวอักเสบจะมีลักษณะเห่อเป็นปื้นหนา แดง แตก และบางครั้งอาจมีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลซึมออกมา ส่วนอาการคันจะแสดงออกมาใกล้เคียงกันในรูปของผื่นแดง แต่จะขึ้นเป็นปื้นบางๆ

ทำไมต้องดูแลผิวเป็นพิเศษหลังทำเลเซอร์

เนื่องจากภายหลังการรักษาด้วยเลเซอร์ ผิวหนังจะมีสภาพไม่เหมือนปกติ

  1. ผิวจะบอบบางกว่าปกติระคายเคืองง่าย
  2. ผิวไวต่อสิ่งแวดล้อม
  3. ผิวจะมีการสูญเสียน้ำ
  4. ไวต่อแสงแดดมากขึ้น
  5. บางครั้งอาจมีแผลซึ่งจะทำให้เกิดรอยคล้ำจากแสงแดด
  6. มีอาการระคายเคืองของผิวจากการรักษา

 

 

ภายหลังการทำเลเซอร์จึงต้องมีการดูแลผิวหนังเป็นพิเศษ โดยควรให้ความชุ่มชื้นกับผิวเพิ่มขึ้น และปกป้องผิวจากแสงแดดมากเป็นพิเศษ เพราะการดูแลรักษาผิวหลังทำเลเซอร์อย่างไม่ถูกวิธี อาจมีผลต่อการหายของแผล หรือทำให้มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นตามมาได้

วิธีการดูแลผิวหลังทำเลเซอร์
           
ภายหลังการทำเลเซอร์โดยเฉพาะชนิดที่ทำให้เกิดแผลมักจะมีผลทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น และมีรอยดำจากการถูกแสงแดดง่ายขึ้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด และควรใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ในบางกรณี ผิวอาจจะมีอาการแห้งตึง เกิดการระคายเคืองได้ง่าย จึงควรใช้ครีมที่เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง เพื่อช่วยให้กระบวนการหายของแผลเกิดขึ้นได้ดีอีกด้วย

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอย่างไร หลังจากทำเลเซอร์
           
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวภายหลังการทำเลเซอร์ควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับผิวแพ้ง่าย และไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว รวมถึงให้ความชุ่มชื้นในระดับที่เพียงพอแต่ไม่เหนอะหนะมากจนเกินไป เมื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวเป็นอย่างดีแล้ว จึงปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยการใช้ครีมกันแดด ที่เหมาะสมกับผิวบอบบางหลังทำเลเซอร์ ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าควรใช้ผลิตภัณฑ์ใดภายหลังการรักษาด้วยเลเซอร์ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

แน่ใจหรือว่าครีมกันแดดที่คุณใช้ดีพอ
           
ในแสงแดดจะมีทั้งรังสี UVA ซึ่งทำให้ผิวคล้ำ และรังสี UVB ซึ่งทำให้ผิวไหม้ โดยรังสี UVB จะมีสูงในช่วงเวลา 10.00-14.00 น. ส่วนรังสี UVA จะมีปริมาณสูงตลอดทั้งวัน
           
วิธีการสังเกตว่าครีมกันแดดสามารถปกป้องผิวจาก UVB ได้ดีหรือไม่ ให้ดูที่ค่า SPF โดยครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 ขึ้นไปจึงจะสามารถป้องกัน UVB ได้ดีและเหมาะสมกับผิวภายหลังการรักษาด้วยเลเซอร์ ส่วนการป้องกันรังสี UVA ของครีมกันแดดให้ดูที่ค่า PA โดยค่า PA ควรอยู่ที่ ++ จึงจะสามารถปกป้องแสงแดดได้ดี หรือมีสัญลักษณ์ UVA แสดงการรับรองโดยสถาบัน COLIPA ยุโรป เพื่อเป็นการยืนยันว่า ครีมกันแดดดังกล่าวสามารถป้องกันรังสี UVA ได้ตามมาตรฐานในอัตราส่วน UVA:UVB = 1:3 ครีมกันแดดที่ดียังควรกันน้ำได้ดีพอสมควร รวมถึงไม่ควรกระตุ้นให้เกิดสิว
           
สำหรับผู้ที่ได้รับการทำเลเซอร์ควรใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดผลข้างเคียง เช่น การเกิดรอยดำภายหลังการทำเลเซอร์ และหากเลือกใช้ครีมกันแดดที่สามารถป้องกันและลดอาการระคายเคืองผิวภายหลังการรักษาด้วยเลเซอร์ ก็จะยิ่งมีประโยชน์ในการดูแลผิวมากยิ่งขึ้น

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

  1. ผศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา ศูนย์เลเซอร์ผิวหนังและศัลยกรรมผิวหนัง ภาควิชาตจวิทยา Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
  1. http://www.thaitownusa.com/frontnews/frmNews_View.aspx?NewsNo=0701000442
  2. The Use of Intense Pulsed Light (IPL) for the Treatment of Vascular Lesions, Behrooz Barikbin, Laser Application in Medical Sciences Research Center, Shahid Beheshti University of Medical Sciences, Tehran, Iran.
  3. http://www.fraxel.com
  4. http://www.medscape.com/viewarticle/725085_8
  5. http://th.wikipedia.org
  6. http://58.137.211.174/news/journal/myfile/180355029bbb0ed818_page14-23.pdf
  7. http://home.kku.ac.th/medicine/I-San/10.3/files/5-Melasma.pdf

 

 

เจ้าสาวผิวขาวใสดั่งเจ้าหญิง เวชสำอางเพื่อเจ้าสาวที่อยากขาวใส ด้วยการขัดผิวเจ้าสาว มาส์กหน้า รักษาสิว ลดฝ้ากระ 

 

By Iwedding Skincare

 

 

Facebook