สารทำให้ผิวขาว 

รอบรู้เรื่องผิวกับ iweddingskincare กันน๊ะคะ
 
สาวๆหลายคนมักเจอกับปัญหา ผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ และริ้วรอยอันเนื่องมาจากรังสี UV ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสารที่ช่วยให้ผิวขาวใสขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เราทั้งหลายจึงจำเป็นที่จะต้องใส่ใจกับสารต่างๆที่จะนำมาใช้กับใบหน้าของเรามากๆเลยน๊ะคะ

.

สารทำให้ผิวขาวทั้งหลายมักมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ทำให้การสร้างเมลานินในผิวหนังลดลงและผิวพรรณขาวสดใสขึ้นกว่าเดิมค่ะ
 
            ประเทศไทยตั้งอยู่ในพื้นที่เขตร้อนชื้น มีแสงแดดจัดเกือบตลอดทั้งปี
จึงส่งผลให้คนไทยมีผิวสีคล้ำเนื่องจากแสงแดด ทั้งนี้ดวงอาทิตย์ได้แผ่รังสีอุลตร้าไวโอเลต
(ultraviolet, UV) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ชนิด
คือ UVA ซึ่มีความยาวคลื่นมาก ประมาณ 315-380 นาโนเมตร UVB ซึ่งมีความยาวคลื่นปานกลาง ประมาณ 280-315 นาโนเมตร และ UVC ซึ่งมีความยาวคลื่นสั้น คือ
ความยาวคลื่นที่สั้นกว่า 280 นาโนเมตร ซึ่งรังสีอุลตร้าไวโอเลตเหล่านี้จะสามารถทำลายผิวหนัง
ทำให้ผิวเหี่ยวย่น แสบ และลอกได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตามคนที่อาศัยอยู่ในเขตร้อนจะมีสีผิวคล้ำกว่าคนที่อาศัยอยู่ในเขตหนาว    
  เนื่องจากคนในเขตร้อนมีการสร้างเม็ดสีหรือเมลานิน (melanin) มากกว่า   เมลานินแบ่งออกเป็น 2 ชนิด  คือ pheomelanin  และ 
eumelanin ซึ่งจำนวนและชนิดของเมลานินจะขึ้นอยู่กับพันธุกรรม      ทั้งนี้ความผิดปกติที่เกิดจากการสร้างเม็ดสีมากเกินไปจะทำให้เกิดฝ้า   กระ   หรือรอยหมองคล้ำได้     ในกระบวนการสร้างเมลานินทั้งสองชนิดดังกล่าวจะต้องใช้ tyrosine (เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์) เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์เมลานิน 

 

จากที่กล่าวมานอกจากแสงแดดจะเป็นสาเหตุของฝ้าและรอยหมองคล้ำแล้ว ยังมีสาเหตุที่มาจากฮอร์โมน ซึ่งมักพบในสตรีมีครรภ์หรือสตรีที่รับประทานยาคุมกำเนิดบางชนิด ยารับประทานบางชนิดก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้าได้ เช่น diphenylhydantoin (ยากันชัก) รอยด่างดำบางชนิดเกิดจากการใช้เครื่องสำอาง (pigmented cosmetic dermatitis) ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีผื่นคันสีดำปนแดง และอาจมีอาการอักเสบร่วมด้วย      นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าพันธุกรรมและภาวะทุพโภชนาการอาจเป็นสาเหตุของฝ้าได้ ความผิดปกติของสีผิวชนิดเข้มขึ้นมีสาเหตุมาจากจำนวนเมลานินมากผิดปกติ การกระจายของเมลานินในชั้นหนังแท้ การสะสมของสารบางชนิดในผิวหนัง เช่น โลหะหนัก ยาบางชนิด หรือ porphyrin ที่ทำให้ melanocyte สร้างเมลานินมากขึ้น และความผิดปกติจากการหนาตัวของหนังกำพร้า ทำให้การผ่านของแสงและการกระจายของแสงเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งมีการดูดซับแสงเพิ่มมากขึ้นด้วย

 

 

กลไกการเกิดการเปลี่ยนแปลงเม็ดสีผิว

(3 Phases in Skin Discoloration)

 

 

 

 

อย่างไรก็ตามแสงแดดยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของฝ้าและรอยหมองคล้ำ ซึ่งรังสีอุลตร้าไวโอเลตจะมีผลต่อกระบวนการชีวสังเคราะห์ของเมลานินใน 3 ขั้นตอน คือ พลังงานจากรังสีอุลตร้าไวโอเลตจะออกซิไดส์ให้ tyrosine เปลี่ยนไปเป็น DOPA ซึ่งจะมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ tyrosinase ปริมาณของ sulfhydryl group ในหนังกำพร้าลดลงเมื่อได้รับรังสีอุลตร้าไวโอเลต ส่งผลให้กระบวนการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์  tyrosinase  ตามธรรมชาติหมดไป  และอุณหภูมิของผิวหนังจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อได้รับรังสีอุลตร้าไวโอเลต        ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้จะไปเร่งการสังเคราะห์เมลานินโดยตรง ซึ่งจะเร่งให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของเอนไซม์ tyrosinase และเพิ่มออกซิเดชันที่ sulfhydryl group

  

            ผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวมักใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์รบกวนการสร้างเมลานิน เช่น สารทำให้ผิวขาว (whitening agents) เพื่อทำให้ผิวหนังบริเวณที่ได้รับสารชนิดนี้มีความขาวขึ้นหรือทำให้สีผิวอ่อนลง ตัวอย่างสารเคมีที่รบกวนการสร้างเมลานิน ได้แก่ สารประกอบของปรอท (mercury compounds) เช่น phenyl mercuric salt, mercuric chloride และ ammoniated mercury สารประกอบเหล่านี้มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ทั้งนี้สารประกอบของปรอทจัดเป็นสารอันตรายที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ผื่นแดง ผิวบาง และเกิดรอยดำ บนใบหน้า ทั้งนี้อาจทำให้เกิดการสะสมพิษของปรอทซึ่งเป็นโลหะหนักอันตราย ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และไตอักเสบ เป็นต้น ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศห้ามใช้สารประกอบของปรอทเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง ไฮโดรควิโนน (hydroquinone) หรือ benzene-1,4-diol เป็นสารที่รบกวนการสร้างเมลานิน โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ tyrosinase แต่ทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง จุดด่างขาว ผิวไวต่อแสง ผิวแดงและคล้ำดำในที่สุด หรืออาจเกิดฝ้าอย่างถาวร นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ใน Salmonella และเป็นพิษต่อเซลล์ (cytotoxic) อีกด้วย

            ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงประกาศห้ามใช้สารชนิดนี้ในเครื่องสำอาง ในปัจจุบันมีการนำสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติหลายชนิดมาใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาว ได้แก่ arbutin หรือ hydroquinone-beta-glucopyranoside ซึ่งพบได้มากในใบของ cranberry และ blueberry วิตามินซี (ascorbic acid) และอนุพันธ์ของมัน เช่น magnesium ascorbyl phosphate และกรดอ่อน kojic acid ซึ่งได้จากการหมักข้าวชนิดหนึ่งเพื่อทำเหล้าสาเกของชาวญี่ปุ่น สารชนิดนี้มีผลรบกวนการสร้างเมลานินและมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน (antioxidant) อย่างไรก็ตามพบว่ามีรายงานการทำให้เกิดอาการระคายเคือง ผื่นแพ้ หรือผิวหนังอักเสบ ได้บ้าง ต่อมาได้มีการพัฒนา kojic acid ให้มีความคงตัวต่อแสงแดดและออกซิเจนในอากาศ โดยปรับปรุงโครงสร้างทางเคมีของ kojic acid ให้กลายเป็น kojic dipalmitate ซึ่งมีความคงตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากพืชอีกหลายชนิดมีฤทธิ์ทำให้ผิวขาว เช่น mulberry extract และ glycyrrhizaextract (licorice extract) เป็นต้น สารที่ออกฤทธิ์ลอกเคราทิน (keratolytic action) จัดเป็นสารทำให้ผิวขาวชนิดหนึ่งที่ช่วยลอกผิวหนังสีคล้ำชั้นบนสุดออกไป ทำให้สีผิวดูขาวและสดใสขึ้น สารในกลุ่มนี้ได้แก่ กรดวิตามินเอ (retinoic acid หรือ tretinoin) สารชนิดนี้มีฤทธิ์ระคายเคืองผิวหนัง และทำให้ผิวหนังบางลง

            อย่างไรก็ตามกรดวิตามินเอมีผลทำให้ทารกในครรภ์พิการได้อย่างถาวร ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงประกาศห้ามใช้สารชนิดนี้ในเครื่องสำอาง     แต่ยังอนุญาตให้ใช้เป็นส่วนผสมในยาทาภายนอกและยารับประทานสำหรับรักษาสิว ทั้งนี้ต้องใช้ในความดูแลของแพทย์ กรดผลไม้ (alpha-hydroxy acids, AHAs) เป็นกรดอ่อนที่พบได้ในผลไม้ชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว (citric acid) แอปเปิ้ล (malic acid) อ้อย (glycolic acid) และมะขาม (tartaric acid) เป็นต้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากสารทำให้ผิวขาวหลายชนิด  ทำให้เกิดอันตรายต่อผิวพรรณและร่างกาย ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรมีความรู้และความเข้าใจว่า  ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่สามารถปรับเปลี่ยนสีผิวให้ขาวใสกว่าสีผิวเดิมตามธรรมชาติของแต่ละบุคคลได้   

 

สารทำให้ผิวขาว ดังนี้

ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)หรือ 1,4-dihydroxybenzeneเป็นสารไวท์เทนนิ่งที่ดีที่สุดแต่อันตรายมาก ที่ในประเทศไทยนั้นไม่สามารถผสมในเครื่องสำอางได้ กลไกการออกฤทธิ์ที่ทำให้ผิวขาวของสารกลุ่มนี้ โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีเนส (tyrosinase inhibitor)

Hydroquinone เรียกได้ว่าเป็นสารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเป็นไวท์เทนนิ่ง เพราะการทำงานที่กว้าง

  1. กระตุ้นการสร้าง ROS ขึ้นมาเพื่อทำลายเยื่อหุ้มและโปรตีนของเอนไซม์ Tyrosinase
  2. ลดการสร้าง DNA และ RNA ของเซลล์เมลาโนไซด์

ความเป็นพิษของ Hydroquinone

  1. เป็นพิษกับเซลล์เมลาโนไซต์มาก (Melanocyte Cytotoxicity)
  2. ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ใน Salmonella และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพิษต่อเซลล์
  3. มีโอกาสที่จะทำให้เซลล์ที่ผลิตเม็ดสีเสียหายไปอย่างถาวรซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคด่างขาวได้  
  4. ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้หากใช้อย่างไม่ระวัง ทำให้ผิวหน้าเเดงและหน้าดำในที่สุด
  5. ใครที่จะใช้ Hydroquinone ก็ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะก่อการระคายเคืองของผิว
  6. ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางผิวหนัง เนื่องจากสารนี้ทำให้ผิวไวต่อแสงได้

อาร์บูติน (Arbutin)
พบมากในผลไม้พวกตระกูลเบอร์รี่และลูกแพร์ เป็นอนุพันธ์หนึ่งของไฮโดรควิโนน ชื่อว่า Hydroquinone-Beta-D-Glucoside มีผลข้างเคียงน้อยกว่าหรือแทบไม่มีเลยเมื่อเทียบกับไฮโดรควิโนน Arbutin ถูกพัฒนาขึ้นและจดสิทธิบัตรโดย Shiseido เมื่อปี 1989 ซึ่งมีคุณสมบัติที่คล้ายกับ Hydroquinone แต่ว่ามีความปลอดภัยกว่า (คือเกิด Melanocyte Cytotoxicity น้อยกว่า และไม่ส่งผลกระทับกับ mRNA) Arbutin ปกป้องผิวด้วยการต่อต้านการทำลายผิวจากอนุมูลอิสระ Arbutin เป็นสารกลุ่ม whitening ที่เป็นที่นิยมใน Japan และ Asian สำหรับการลดเลือนความหมองคล้ำจากเม็ดสี โดยมันจะไปยับยังการฟอร์มเป็นเม็ดสีโดยไปบล็อคการทะงานของ Tyrosinase  Arbutin เป็นสารที่ปลอดภัยสำหรับการใช้ทาภายนอกซึ่งไม่ก่อให้เกิดพิษเหมือน Hydroqinone

กรดวิตามินเอ (Retinoic Acid)

กรดวิตามินเอ เช่น Tretinoin , Isotretinoin และ Adapalene Tretinoin ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซินเนสได้ดีที่สุดในกลุ่ม แต่จะระคายเคืองมากที่สุด Tretinoin ใช้ในความเข้มข้น 0.025-0.05 เปอร์เซ็นต์ ใช้รักษาสิวได้ดีมาก ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังเท่านั้น แพทย์มักใช้ร่วมกับไฮโดรควิโนนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาฝ้าแต่ผลข้างเคียงในบลางคนอาจทำให้หน้าแสบแดงลอกแบบอ่อน

กรดทรานอิซามิก (Tranexamic Acid)

Tranexamic Acidนั้นเป็นที่นิยมใช้กันอย่างมาในผลิตภัณฑืไวท์เทนนิ่งจากญี่ปุ่น โดยบรัท Shiseido เป็นเจ้าแรกที่จดสิทธิบัติในการนำ Tranexamic Acid มาใช้เป็นสารไวท์เทนนิ่งเมื่อปี 2002

มีคุณสมบัติเป็น Anti-Plasmin ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในการลดการอักเสบของผิวและลดการส่งสัญญาณของเปปไทด์ α-MSH จึงลดกาผลิตเม็ดสีผิวได้
ปกติใช้เป็นยาห้ามเลือด เลือดออกในช่วงท้อง เลือดออกในมดลูก เป็นต้น แต่ผลข้างเคียงสามารถทำให้ผิวขาวได้ เพราะยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้เช่นกัน ในเครื่องสำอางสามารถใช้ยาตัวผสมลงไปได้ และเห็นผลค่อนข้างดีกว่าตัวอื่นๆ ในท้องตลาด ความเข้มข้นที่เหมาะสมในเครื่องสำอางคือ 2-10 เปอร์เซ็นต์

มีทั้งแบบรับประทานและแบบฉีด รักษาฝ้า กระ และผิวสว่างใส แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เช่นกัน และห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติเลือดแข็งตัวง่าย หลอดเลือดอุดตัน และเส้นเลือดขอด

 

วิตามินซี (ascorbic acid) และอนุพันธุ์ของวิตามินซี

เป็นสารทำให้ผิวขาวที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีผลยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase และมีฤทธิ์ฟอกสีผิว (bleaching effect) จึงทำให้เมลานินลดลง     ผิวจึงแลดูขาวขึ้น       นอกจากนี้วิตามินซียังเป็นสารต้านออกซิเดชันที่ดีอีกด้วย อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากวิตามินซีถูกออกซิไดส์ได้ง่าย  จึงส่งผลให้ฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเมลานินลดลงด้วย จึงได้มีการพัฒนาอนุพันธุ์ของวิตามินซีให้มีความคงตัวสูงขึ้นแต่ยังมีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ tyrosine ได้ดีดังเดิม นอกจากนี้ยังสามารถแพร่ผ่านผิวหนังได้ดีขึ้นอีกด้วย อนุพันธุ์ของวิตามินซี ได้แก่ magnesium L-ascorbyl phosphate (MAP), magnesium ascorbate PCA (MAPCA), ascorbyl oleate, vitamin C glycoside และ disodium ascorbyl sulfate เป็นต้น

 

กรดโคจิก (Kojic acid)

Kojic acid เป็นสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ได้จากเชื้อรา Aspergillus   มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน และเป็น iron chelator ซึ่งธาตุเหล็กในผิวหนังเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ (free radical)    ที่ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บของผิวหนังเมื่อโดนแสง    และทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น  ดำคล้ำ เป็นต้น

 

สารสกัดจากชะเอมเทศ (licorice extract)   

เป็นสารสกัดของรากชะเอมเทศ   ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Glycyrrhiza glabra L. ชะเอมเทศมีสรรพคุณทางยา  เช่น  แก้ไอ  ขับเสมหะ  แก้ปวดท้อง รักษาแผลในกระเพาะอาหาร  สงบประสาท  ต้านอักเสบ  และใช้แต่งรสหวานในตำรับยาแผนโบราณ เป็นต้น สารสำคัญในรากชะเอมเทศ  ได้แก่  triterpenes, saponins  และ  flavonoids ต่อมาได้มีการค้นพบว่าสารสกัดชะเอมเทศในหลอดทดลอง      และสัตว์ทดลองมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase จึงอาจช่วยให้มนุษย์มีผิวขาวขึ้นได้

 

กรดผลไม้ (alpha hydroxyl acid หรือ AHA)

ที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน ได้แก่ glycolic acid ซึ่งพบมากในอ้อย lactic acid พบมากในนมเปรี้ยว malic acid พบมากในแอปเปิ้ล citric acid พบมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว และ tartaric acid พบในองุ่น สารในกลุ่ม glycolic acid มีโครงสร้างและขนาดโมเลกุลเล็กจึงซึมผ่านผิวหนังได้ดี โดยเฉพาะ lactic acid จะมีประสิทธิภาพในการซึมผ่านผิวหนังได้ดีที่สุด กรดผลไม้จะออกฤทธิ์เป็น chelating agent ที่สามารถจับแคลเซียมไอออนออกจากเซลล์ผิวหนังได้ ซึ่งการยึดติดกันของเซลล์บุผิว (epithelium cell) จะต้องอาศัย cadherin และการทำงานของ cadherin จะขึ้นอยู่กับแคลเซียมไอออน ดังนั้นเมื่อระดับแคลเซียมไอออนลดลงจึงเร่งการหลุดลอกของเซลล์ที่ผิวชั้นนอก ทำให้มองเห็นผิวที่สร้างขึ้นใหม่ จึงแลดูผิวขาวและอ่อนเยาว์มากขึ้น

 

 

สารสกัดปอสา (paper mulberry)

ปอสามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Broussonetia papyrifer  มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase เมื่อใช้ L-tyrosine เป็นสารตั้งต้นในการทดสอบ โดยพบว่าสารสำคัญในสารสกัดดังกล่าว ได้แก่ 3,5,7,4’-tetrahydroxy-3’-(2-hydroxy-3-methylbut-3-enyl)flavone, uralenol, quercetin และ broussoflavonol F มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ได้ดีกว่า arbutin ซึ่งเป็นสารมาตรฐานที่รู้จักกันทั่วไปว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase

 

กรดอะซีเลอิก (Azeleic Acid)

ได้จากข้าวสาลี ไรน์ บาร์เลย์ และยับยั้ง Enzyme Tyrosinase ได้แต่    ใช้เวลา 4-6 เดือนจึงจะดีขึ้นยับยั้งเฉพาะเซลล์ที่ก่อให้เกิดสิว (P. acne) ลดการอักเสบได้อ่อนๆ เพิ่มการผลัดเซลล์ผิวช่วยลดสิวอุดตันได้ จึงมีการจดทะเบียนเป็นยารักษาสิวและฝ้าในเครื่องสำอางใส่ได้แค่อนุพันธ์คือ โพแทสเซียม อะซีโลอิล ไดไกลซีเนต (Potassium Azeloyl Diglycenate) แต่ให้ผลได้ไม่ดีเท่ากรดอะซีเลอิก ผลข้างเคียงช่วงแรกๆ อาจคันยุบยิบบริเวณที่ทาครีม

วิตามินบี 3 (Vitamin B3 หรือ Niacinamide)

คงตัวต่อแสง อากาศ ความชื้น ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ทำงานเป็นปกติ โดยทำให้ผิวสร้างไขมันคุ้มกันผิวในชั้นหนังกำพร้าเพื่อรักษาความชุ่มชื้นและเพิ่มระดับเซอรามายด์ได้ มีการทดลองจากผู้ผลิตพบว่าลดการสร้างเม็ดสีได้

ตารางแสดงรายการสาร Skin Lightening QDs ที่องค์กรณ์เกี่ยวกับเวชสำอางประเทศญี่ปุ่นให้ใช้เป็นสารทำให้ผิวขาวในเครื่องสำอาง

 

 

 

อ้างอิงจาก

  1. บุปผาชาติ พดด้วง และมณีรัตน์ มีพลอย การทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสของเถาสิรินธรวัลลี (สามสิบสองประดง) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปีที่ 21 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. 2549 หน้า 69-78.
  2. http://www.pharm.su.ac.th
  3.  Zhang, Q., Ye, Y. 2009. Chemical analysis of the Chinese herbal medicine Gan-Cao (licorice). Journal of Chromatography A 1216: 1954-1969.
  4.  Zheng, Z., Cheng, K., Chao, J., Wu, J., Wang, M. 2008. Tyrosinase inhibitors from paper mulberry (Broussonetia papyrifera) Food Chemistry 106: 529-535
  5. http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2904932/
  6. Maeda K, Fukuda M. Arbutin: mechanism of its depigmenting action in human melanocyte culture. J. Pharm. Exp. Ther. 1996;276:765–769. [PubMed]
  7. Mafune E, Morimoto Y, Iizuka Y. Tranexamic acid and melasma. Farumashia. 2008;44:437–442. (in Japanese).
  8. http://www.medicontent.eu/uploads/publication/pdf/512deac1fd8978534e0000d2/galderma_relevant_articles.pdf
  9. http://jpet.aspetjournals.org/content/276/2/765.abstract

 

เจ้าสาวผิวขาวใสดั่งเจ้าหญิง เวชสำอางเพื่อเจ้าสาวที่อยากขาวใส ด้วยการขัดผิวเจ้าสาว มาส์กหน้า รักษาสิว ลดฝ้ากระ 

By Iwedding Skincare

 

 

Facebook