มารู้จักผิวหนังกันเถอะ 

รอบรู้เรื่องผิวกับ iweddingskincare กันน๊ะคะ
 
วันนี้เราอยากให้สาวๆเข้าใจผิวหนังของเราเองก่อนค่ะว่ามีลักษณะอย่างไร
แล้วเราจะได้ดูแลผิวเราเองได้ค่ะ เนื่องจากผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดภายในร่างกาย
มีเนื้อที่มากถึง 2 ตร.ม. ผิวหนังตามส่วนต่างๆ
.
ของร่างกายมีความหนาไม่เท่ากัน เช่นเปลือกตาเป็นส่วนที่บางที่สุด
มีความหนาน้อยกว่า 0.5 มม. ส่วนบริเวณหลังจะมีความหนามากกว่า
คือ 5 มม. โดยทั่วๆแล้วไปผิวหนังจะมีความหนาประมาณ 1-2 มม.

 

 

โครงสร้างผิวแบ่งออกเป็น 3 ชั้นใหญ่คือ 

 1.   ชั้นหนังกำพร้าเป็นผิวชั้นนอก (Epidermis)

เป็นชั้นที่ประกอบด้วย cell เรียงตัวกัน โดยทั่วไป แบ่งเป็นชั้นย่อยได้ทั้งหมด 4 ชั้น

ยกเว้นฝ่ามือฝ่าเท้าจะมีชั้นเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชั้น เป็น 5 ชั้น ไม่มีระบบเส้นเลือดและระบบประสาท

หน้าที่หลักคือกักเก็บความชื้นและเป็นกำแพงปกป้องอันตรายต่างๆจากเชื้อโรค รังสี ความร้อนเป็นต้น 

 2.   ชั้นหนังแท้เป็นผิวหนังชั้นใน (Dermis)

ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue) ระบบประสาทเส้นเลือด

ต่อมเหงื่อต่อมไขมัน จึงมีหน้าที่หลักในการรับความรู้สึก ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

ยืดหยุ่น สร้างเหงื่อและไขมัน

 3.   ชั้นในสุดคือ ชั้นไขมัน (Subcutaneous Tissue) 

ผิวหนังทำหน้าที่หลากหลาย 

  1. ผิวหนังช่วยปกป้องอันตราย จากฝุ่นละอองเชื้อโรค มลพิษต่างๆ
    หรือแม้แต่การกระทบกระแทก เพื่อป้องกันอวัยวะภายในร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม หรือ อันตราย
  2. เม็ดสีเมลานินที่อยู่ในผิวหนัง ยังช่วยป้องกัน ไม่ให้แสงแดดทำอันตรายกับผิวอีกด้วย
  3. ช่วยควบคุมอุณภูมิภายในร่างกาย
  4. ผิวหนังเป็นอวัยวะที่รับความรู้สึกได้
  5. อีกทั้งยังช่วยขับถ่ายของเสียในรูปของเหงื่อ
  6. ช่วยในการสังเคราะห์วิตามิน ดี ให้กับร่างกาย อีกด้วย

ลักษณะของผิวขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการด้วยกัน ดังต่อไปนี้ กรรมพันธุ์ การพักผ่อน

อายุ ยา อาหาร น้ำ เพศ ฤดูกาล การพักผ่อน สุขภาพกายและจิตใจ รวมทั้งการออกการกำลังกายด้วย

 

What is skin? The layers of human skin

 

 

 

กระบวนการผลัดเซลล์ผิว

ผิวหนังมีกระบวนการผลัดเซลล์ผิวปกติประมาณ 28 วัน

และจะมีผิว corneocyte ที่ตายแล้วถึง 25-30 ชั้น โดยแบ่งเป็น

-     ระยะเวลาที่ basal cell  แบ่งตัวให้กำเนิด keratonocytes 

      จนกระทั่ง keratinocytes  ผ่านขบวนการ keratinization

      จนสมบูรณ์กลายเป็น corneocyte ใช้เวลาประมาณ 14 วัน

-     ระยะเวลาที่ corneocytes หลุดลอกออกไปกลายเป็นขี้ไคล (keratin)

      ใช้เวลาอีกประมาณ 14 วัน 

เมื่อเซลล์มีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนตัวออกมาชั้นบนเรื่อยๆ 

ทำให้สามารถแบ่ง epidermis ออกเป็น ชั้นต่างๆ โดยแต่ละชั้นก็จะมี

keratinocytes ที่อยู่ใน ระยะต่างๆ ของการเปลี่ยนแปลง (Differentiation) ดังนี้

 1.   Stratum germinativum (Basal layer cell):

ชั้นล่างสุดทำหน้าที่สร้าง cell ผิวหนังใหม่ๆที่อ่อนเยาว์

หรือต้นกำเนินของ Keratinocyte และยังมี cell ชนิดพิเศษ

คือ Melanocyte ที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผิว Melanin อีกด้วย

 2.   Stratum spinosum(Prickle  cell  layer  or  Squamous  cell  layer) 

เป็นชั้นที่เริ่มมีการสร้าง keratin และจะมี Keratinocyte มีแขนเหมือนหนามยื่นออกมา

*Keratin คือ ร่างแหโปรตีนที่แข็งแรงชนิดหนึ่งมีคุณสมบัติในการกันน้ำได้เป็นอย่างดี

 3.   Stratum granulosum (Granular  cell  layer)

Keratinocyte  ในชั้นนี้จะมีขนาดเล็ก มีการยึดเกาะของ keratin ให้แน่นหนาขึ้น

cell ผิวหนังในชั้นนี้จะเป็น cell ที่ตายแล้ว เนื่องจากอยู่ห่างจากระบบเลือดในชั้นหนังแท้มาก

 4.   Stratum lucidum

เป็นชั้นของ cell ที่เพิ่มขึ้นมาในบริเวณที่มีผิวหนังหนาได้แก่ ฝ่ามือฝ่าเท้า

cell ชั้นนี้เป็นชั้นบางๆของ cell ผิวหนังที่ตายแล้วสะสม keratin 

 5.   Stratum corneum (Horny layer or cornified layer)

เป็นชั้นที่อยู่นอกสุดหรือบนสุด ชั้นนี้จะประกอบด้วย cell ที่ตายทับถมกันมากมาย

มีการสะสม keratin จำนวนมากใน cell เพื่อทำหน้าที่ปกป้องผิวและเก็บกักความชื้น

ในชั้นนี้ Desmosome ซี่งเป็นตัวยึดระหว่างเซลล์จะเริ่มถูกทำลาย 

ทำให้แต่ละเซลล์แยกจากกัน เริ่มขบวนการที่เรียกว่า Desquamation

คือ การลอกหลุดของ corneocytes ออกไปเป็นขี้ไคล (keratin) นั่นเอง

 

 

อายุกับการการผลัดผิว 

   

 โดยปกติผิวหนังของเราจะมีการสร้างเซลล์ขึ้นใหม่เพื่อทดแทนของเก่าอยู่ตลอดเวลา

และเซลล์ผิวที่ตายแล้วก็จะหลุดลอกออกไปเป็นขี้ไคล เรียกว่า skin turnover หรือการผลัดผิว 

ซึ่งวงจรนี้จะเกิดขึ้นประมาณทุก 21-28 วัน แต่เมื่อเจอกับแสงแดด มลภาวะ หรือสารเคมีต่างๆ

และเมื่ออายุมากขึ้น เซลล์ผิวก็จะทำงานผิดปกติ

  1. วงจรการผลัดเซลล์ผิวก็จะช้าลง เมื่ออายุของคนเรามากขึ้น
  2. ความสามารถและประสิทธิภาพการแบ่งตัวของเซลล์จะไม่ค่อยดีและลดน้อยลง  
  3. เซลล์เก่าที่ตายแล้วมักจะไม่ยอมหลุดลอกออกไปง่ายๆ และจะเกาะรวมกัน
    ไม่ยอมให้เซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเพื่อทำหน้าที่หมุนเวียน  
    ทำให้ใบหน้าที่หมองคล้ำด้วยแสงแดดและมลภาวะ

เช่นในคนอายุ 70 อาจจะผลัด cell ผิวทุก 7 สัปดาห์ เป็นต้น

เซลล์ผิวที่ตายแล้วหรือขี้ไคลก็จะสะสมหนาผิดปกติ ทำให้ผิวหมองคล้ำ  

และชั้นขี้ไคลที่สะสมอาจจะอุดตันรูขุมขนไม่ให้ไขมันที่ผลิตออกมาไหลออกมาได้จึงเกิดเป็นสิวอุดตันได้

  

 

The Anatomy Behind Aging Skin 

 

 

ลักษณะของผิวแบ่งได้ 5 ประเภท


1.ผิวธรรมดา (Normal skin)

 

เป็นผิวที่มีความละเอียด มีความชุ่มชื่นที่เหมาะสม เนื่องจากมีปริมาณน้ำเป็นส่วนประกอบ 15-25%

เนื้อเยื่อชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) จะมีความหนาที่พอดี มีความยืดหยุ่นดี เป็นผิวที่ทุกคนปรารถนา

1)    ส่วนใหญ่แล้วพบในช่วงอายุก่อนวัยรุ่น
       ซึ่งยังไม่มีการผลิตฮอร์โมนเพศมากระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน

2)    ผิวปกติจึงเรียบเนียน รูขุมไม่หยาบและไม่เป็นขุยง่าย

3)    ผิวมีความยืดหยุ่นสูงไม่มีความมันเยิ้มบนใบหน้าและไม่แห้งตึง

คำแนะนำในการดูแล “ผิวธรรมดา”

ผิวธรรมดาเป็นผิวที่ดีที่สุด แต่น้อยคนนักที่จะมีผิวลักษณะนี้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นผิวผสม

คือมีบางส่วนที่มีความพอดี แต่บางส่วนอาจจะแห้งหรือมันเกินไป การดูแลผิวให้สะอาด

และมีสุขภาพดีถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด อย่าใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม

หรือมากเกินไป เพราะจะทำร้ายผิวมากขึ้น

 

 

2.ผิวแห้ง (Dry skin)  

 

ผิวแห้งจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบน้อยกว่าผิวธรรมดา คือมีปริมาณน้ำอยู่ในเคอราติน น้อยกว่า 10%

และอาจเกิดจาการที่ต่อมไขมันผลิตไขมันได้น้อย ทำให้ผิวสูญเสียน้ำออกไปมาก

ผิวจึงแห้งตึงโดยเฉพาะบริเวณ รอบปาก รอบดวงตาจะเห็นรอยย่นเล็กๆได้

แต่หากผิวแห้งมากจะเห็นเป็นขุยหรือแตกได้

1)    ผิวหน้าจะเป็นขุยได้ง่าย  และแห้งตึงหลังล้างหน้าเสร็จใหม่ๆ

2)    รูขุมขนละเอียด ดูเรียบ ไม่หยาบ ไม่มันเยิ้ม

3)    จะมีปัญหาเรื่องสิวเสี้ยนและสิวอุดตันน้อยกว่าผิวชนิดอื่น

4)    จะมีริ้วรอยก่อนวัย โดยเฉพาะบริเวณผิวบอบบางเช่น รอบดวงตา

ผิวแห้งอาจเกิดจาก

1)    พันธุกรรม

2)    อายุที่มากขึ้น

3)    สภาพอากาศ หนาว ลมแรง แดดร้อน

4)    อาบน้ำอุ่นเป็นประจำ

5)    อาบน้ำนานเกินไป

6)    สารเคมีบางประเภท อาทิ สบู่ สารชำระล้างบางขนิด

7)    การทายาบางประเภท

คำแนะนำในการดูแล “ผิวแห้ง”

ผิวแห้งเนื่องจากน้ำในเซลล์ผิวหนังลดลง ดังนั้นการกระทำใดๆก็ตาม

เพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ

1)    การทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมัน โดยเฉพาะในหน้าหนาว ความชื้นในอากาศน้อยลง

2)    ควรทาครีมบำรุงเป็นประจำทุกครั้งหลังล้างหน้าหรืออาบน้ำ

3)    หลีกเลี่ยงน้ำอุ่นในการชำระล้าง

4)    หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ในการล้างหน้า เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำมันที่ทำหน้าที่เคลือบผิวมากขึ้น

5)    ควรล้างหน้าวันละครั้งด้วยน้ำเปล่าจะดีที่สุด ยกเว้นว่าสกปรกมากก็อาจใช้ Cleansing cream

       เช็ดทำความสะอาดก่อนแล้วตามด้วยขั้นตอนของการล้างหน้าด้วย ผลิตภัณฑ์อ่อนโยน

 

3.ผิวมัน (Oily Skin)

 

ผู้ที่มีผิวหน้ามันนับว่าโชคดีคือ ใบหน้าจะไม่เหี่ยวย่นเร็วเหมือนผิวแห้ง

แต่ข้อเสียคือจะมีโอกาสเป็นสิวได้มากกว่าผิวชนิดอื่นๆ คนที่หน้ามันมัก จะมีรูขุมขนกว้าง

และรักษายาก ผิวหยาบรวมทั้งหน้ามันเยิ้มจะทำให้สกปรกง่าย

เกิดการอุดตันและกลายเป็นสิวได้ง่าย ใช้เครื่องสำอางก็มักจะไม่ติดทนนาน

1)   รูขุมขนกว้าง

2)   หน้ามันเยิ้มสกปรกง่าย

3)    เกิดการอุดตันและกลายเป็นสิวได้ง่าย

ความมันอาจเกิดจาก

1)    ฮอร์โมนในร่างกาย

2)    เครียด

3)    สัมผัสความร้อนหรือความชื้นเป็นมากๆ


คำแนะนำในการดูแล “ผิวมัน”  

1)    ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน
       ไม่ใช้สบู่ที่มีสภาพเป็นด่างรุนแรงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้

2)    ไม่ควรขัดหน้าด้วยวิธีที่รุนแรง

3)    ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง

4)    ควรล้างน้ำด้วยน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นช่วยละลายไขมันที่เกาะติดบนใบหน้าได้

5)    ควรใช้โลชั่นหรือน้ำยากระชับรูขุมขน (Toner) ช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ แต่ผลอาจจะไม่ถาวร

6)    ไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพราะจะทำให้ผิวมันมากขึ้นโดยไม่จำเป็น

7)    ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนของน้ำมัน (Oil free) หรือมีส่วนผสมของน้ำมันน้อยที่สุด

 

4. ผิวผสม (Combination skin)

เป็นผิวที่มีทั้งผิวแห้งและผิวมันผสมกัน แต่จะค่อนข้างมันในบริเวณ T-zone (หน้าผาก จมูก คาง)

ต่อมไขมันบริเวณนี้จะมีขนาดใหญ่ และทำงานได้ดีกว่าบริเวณอื่น ทำให้มีปัญหาเรื่อง สิวได้

ส่วนบริเวณแก้ม รอบดวงตา คอจะมีผิวธรรมดา ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผิวผสมคือ

เนื่องจากเป็นผิวที่มีทั้ง ผิวแห้ง และ ผิวมัน ทำให้อาจมีปัญหาเรื่อง สิวไ ด้ง่ายที่บริเวณที-โซน

และผิวแห้งตึง เป็นขุย หลังการล้างหน้า บริเวณ แก้มทั้งสองข้าง

คำแนะนำในการดูแล “ผิวผสม เป็นผิวที่มีลักษณะทั้งผิวแห้ง และ ผิวมัน

-ควรเลือกผลิตภัณฑ์ ที่จะช่วยปรับสมดุล ของผิวทั้งสองบริเวณให้ใกล้เคียงกัน

หรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถควบคุม ความมันและลดความมันบริเวณ ที-โซน แต่ก็ไม่ทำให้ผิวบริเวณอื่นแห้ง

 

5.ผิวบอบบาง-แพ้ง่าย (Sensitive skin)

 

ไม่ว่าจะเป็นผิวมัน ผิวแห้ง ล้วนมีโอกาสที่จะเกิดการระคายเคือง เกิดอาการแดง และแพ้ได้

ผิวบอบบาง-แพ้ง่ายนั้นไม่มีข้อบ่งชัดว่าเป็นอย่างไร

อาการ

  1. ส่วนใหญ่เกิดอาการคันยิบ ๆ หรือแสบบนผิวหน้า
    โดยไม่มีรอยของโรคหรือผื่นให้เห็น มักพบว่าเกิดหลังใช้เครื่องสำอาง
    หรือใช้ยาทาบางชนิด
  2. ในรายที่เป็นมากอาจมีผื่นแดง คัน หรือเกิดรอยไหมด้วย
  3. ผิวชนิดนี้จึงควรระมัดระวังการใช้เครื่องสำอางเป็นพิเศษ

ผู้ที่มีผิวหน้าบอบบางเกิดจาก

  1. ผิวมักแห้งและมีกรรมพันธุ์ของโรคภูมิแพ้ หรือเป็นภูมิแพ้ที่อวัยวะอื่น ๆ อยู่ก่อนแล้ว
    เช่น ที่จมูก ตา หลอดลม (หอบหืด)
  2. บางคนก็มีแนวโน้มจะเป็นโรคผิวหนังอักเสบบริเวณทีโซน หรือ สิวชนิด Rosacea
    คือสิวซึ่งมีลักษณะเป็นผื่นแดง พอถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีก็เกิดความระคายเคืองได้ง่าย
    การแพ้ที่ว่ามี ทั้งที่เกิดครั้งแรกหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์และเกิดขึ้นหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์นั้นต่อเนื่อง
    แถมเมื่อแพ้ผลิตภัณฑ์ ใดในครั้งแรกแล้ว ก็จะเกิดการแพ้ตัวที่สองและสามตามมา
    ทั้งที่ไม่เคยแพ้มาก่อน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทุกตัว
    และจึงไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการรักษาอาการที่เกิดขึ้น

คำแนะนำในการดูแล “ผิวบอบบางและแพ้ง่าย”

1)    ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบาง-แพ้ง่าย หรือ ผิวบอบบาง
       ซึ่งมักจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ (Alcohol Free หรือ Perfume Free)   

2)    หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบหรือผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าก่อให้เกิดการแพ้ต่ำ
       ซึ่งมักจะระบุว่า “Hypoallergenic”

 

  Skin Types, Which Do You Have?

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก 

  1. Howard l Maibach MD. Handbook of Cosmetic Skin Care.
    Department of Dermatology, University of California.
    San Francisco School of Medicine USA.
  2. http://www.cai.md.chula.ac.th/lesson/lesson4410/data/skins.htm
  3. http://www.webmd.com
  4. http://www.thailabonline.com/sec41skin.htm
  5. http://www.skinmedjournal.com/

 

เจ้าสาวผิวขาวใสดั่งเจ้าหญิง เวชสำอางเพื่อเจ้าสาวที่อยากขาวใส ด้วยการขัดผิวเจ้าสาว มาส์กหน้า รักษาสิว ลดฝ้ากระ 

 

By Iwedding Skincare

 

 

Facebook